September 9, 2007

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐



"ธรรมจาริกจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรัง"

การเดินคือยาวิเศษ ในพรรษานี้อาตมาได้ลงอารามที่ทักษิณอโศกจังหวัดตรังในความตั้งใจ ๑ ปี เป็นอย่างน้อยที่จะไม่ขึ้นรถ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตอนาคาริกตามแบบอย่างที่พระศาสดาได้ดำเนินมาแล้วในสมัยพุทธกาล ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามมันยังเป็นสิ่งที่น่าท้าทาย ที่น่าพิสูจน์ว่ายังเป็นสิ่งที่ยังสามารถที่จะเป็นไปได้หรือไม่ ตั้งแต่หลังงานมหาปวารณาที่ปฐมอโศกอาตมาได้เดินขึ้นไปร่วมงานปีใหม่ที่อุบลและเดินต่อไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่จังหวัดนครสวรรค์และเดินกลับมาร่วมงานปลุกเสกที่จังหวัดศรีสะเกษ ละเดินจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรังถือว่าเป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เดินมาทางใต้
ก่อนเดินไม่มีความมั่นใจเท่าใดนักเพราะมีคนท้วงว่าไม่ควรเดินไปซึ่งเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย แต่เมื่อเดินลงไปเรื่อยๆได้สัมผัสกับมิตรภาพและความมีน้ำใจของคนทางใต้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆในการเดินลงใต้ครั้งนี้อาตมารู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นเพราะมีเพื่อนสมณะคือท่านบินก้าวมีน้ำใจอาสาที่จะเดินไปส่งเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ ที่สุดท้ายได้เดินมาส่งจนถึงจังหวัดตรังด้วยระยะทางร่วม ๙๐๐ กม. ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านเกือบจะมาไม่ถึงเหมือนกันเพราะตลอดเส้นทางต้องเจอฝนตลอด ฝนทางใต้ยามจะตกก็ตกทันทีจนตั้งตัวไม่ทัน จึงต้องเดินตากฝนทำให้ท่านเป็นไข้ไม่สบายจนต้องขอยอมแพ้เตรียมตัวที่จะนั่งรถกลับไปแล้ว ก่อนที่รถจะมาจอดร่างกายของท่าได้สร้างภูมิต้านทานจนทำให้ไข้นั้นหายไป จึงทำให้มีกำลังใจที่จะเดินต่อมาได้จนถึงจุดหมายปลายทาง ท่านเห็นประโยชน์ในการเดินมากเพราะก่อนหน้านี้ท่านเริ่มมีอาการโรคหัวใจ เป็นเพราะการทุ่มเททำงานหนักเวลาพักผ่อนมีน้อยแต่จากการที่ได้มาเดินซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ไม่มีเรื่องต้องคิดมากและมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้ท่านแข็งแรงมากขึ้นอาการโรคหัวใจได้หายไปเห็นได้ชัดเจนว่าการเดินนั้นเป็นยาวิเศษทั้งเป็นการป้องกันและรักษาโรคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียเงินค่าหมอค่ายาเลยเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากที่คนส่วนมากในทุกวันนี้เดินกันน้อยมาก บางคนแทบจะไม่ได้เดินกันเลยเพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก คนไปยินดีในความสบายจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ โรคต่างๆ ก็เข้ามาเป็นเจ้าเรือนการไปกินยาที่รักษานั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ โรคสมัยใหม่เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดัน เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุลย์กันทั้งนั้น การรักษาที่ต้นเหตุนั้นคือ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ให้มีความสมดุลย์ในการใช้แรงกายและสมองให้ชีวิตได้มาสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่อาตมาเห็นความสำคัญคือ แสงแดด ซึ่งเป็นยาวิเศษที่ธรรมชาติให้มาฟรี คนทางตะวันตกไม่ค่อยได้เจอแสงแดดเขาจึงเห็นคุณค่า มาเห็นแสงแดดที่เมืองไทยบางคนนอนอาบแดดทั้งวัน ตรงข้ามกับคนไทยที่เป็นโรคกลัวแดดพยายามที่จะไม่ให้ถูกแดด ออกแดดก็ต้องมีร่มกันแดด บางคนเป็นเดือนๆไม่ได้ถูกแดดเลย พืชที่แข็งแรงเจริญเติบโตได้ก็ด้วยแสงแดด เรานั้นก็ไม่ต่างจากพืช
วิถีแห่งการเดินธุดงค์ได้มีโอกาสเดินอาบแดดทุกวัน เหงื่อท่วมตัวทุกวันรู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าแข็งแรงและระบบการหมุนเวียนดีมาก เดินมาทางใต้อาตมาก็โดนฝนเหมือนกัน แต่อาตมาเดินติดต่อกันมาหลายเดือนแล้วอาตมาจึงไม่เป็นอะไร อาตมาจึงอยากจะขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายได้เอาใจใส่ในการปรับชีวิตให้สมดุลย์สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อความมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับความแข็งแรงไม่มีโรด้วย
ในช่วงที่อาตมาเดินมาถึงจังหวัดประจวบฯ ได้พักที่วิทยาลัยเทคนิคฯ มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้ทำอาหารเจมาถวายอาตมาได้สนทนาด้วยจึงรู้ว่าท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ถึงขั้นที่ว่ามันได้ลามไปทั่วแล้ว อาตมาได้แนะนำวิธีในการดูแลตนเองเพื่อการเอาชนะโรค เป็นเรื่องที่อาตมารู้สึกแปลกใจมากที่อาจารย์ตอบว่าไม่มีเวลาที่จะมาดูแลตนเองเพราะต้องวุ่นอยู่กับกิจกรรมนักศึกษา อาจารย์ก็รู้ว่าการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหารของมะเร็งร้ายแต่อาจารย์ก็เลิกไม่ได้ ทั้งๆที่ความตายนั้นมันกำลังคืบคานมาใกล้มากแล้ว นี้แหละการที่ไม่เคยได้ฝึกจิตใจในการเลิกละแม้ความตายจะมาเยือนก็ปล่อยไปตามยถากรรม จึงเห็นได้ว่าการปฎิบัติธรรมในการลดละกิเลสนั้น มีความสำคัญมากซึ่งจะมีผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ฝึกการเลิกละวันละนิดชีวิตจะยืนยาว

No comments: