September 23, 2007

บันทึก ๒๓ ส.ค ๕๐



“ชายชราผู้แข็งแรง”
เดินมาถึงจังหวัดกระบี่ อาตมาได้คุยกับท่านบินก้าว ในงานประจำปีของชาวอโศก มีไม่กี่จังหวัดที่ไม่เคยมีญาติธรรมไปร่วมงานเลย หนึ่งในนั้นก็คือจังหวัดกระบี่ จึงคิดกันว่าการมาถึงกระบี่ในครั้งนี้ จะพอมีญาติธรรมที่จังหวัดกระบี่หรือเปล่าหนอ พอดีในระหว่างทาง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโยมอ้วน ได้จอดรถแล้วเอาเงินมาถวาย เมื่อรู้ว่าสมณะไม่รับเงิน ทำอย่างไรที่จะได้ทำบุญกับท่าน พอดีบ้านของโยมอยู่ที่ตลาดเก่า ซึ่งคาดว่าในเย็นนี้คงได้ไปพักที่นั่นพอดี โยมอ้วนจึงบอกว่าวันพรุ่งนี้จะเอาอาหารเจมาถวาย ซึ่งโยมอ้วนนี้เคยกินเจมาร่วมสี่ปีกว่า เสียดายตอนนี้ไม่ได้กินแล้ว แต่ยังมีความปรารถนาที่จะกลับมากินอีก
ตอนเย็นกำลังหาที่พักอยู่พอดี ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง อายุร่วม๗๐ปีแล้ว อดีตเคยเป็นอัยการ ชื่อโยม ประดิษฐ์ กำลังเดินออกกำลังกายอยู่ ได้เข้ามานิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน นานๆทีที่จะมีคนนิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน จึงยินดีรับด้วยความเต็มใจ ได้สนทนากันไปด้วยระหว่างการเดิน อาตมาประทับใจที่โยมอายุ๗๐ปีแล้ว ได้เดินออกกำลังกายมาร่วมสิบปีแล้ว ในแต่ละวันจะเดินไม่ต่ำกว่าสิบกิโลเมตร มีร่างกายที่แข็งแรงมาก ไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลย
การเดินจึงเป็นยาวิเศษจริงๆ ทำอย่างไรหนอที่ชาวอโศก จะมีการออกกำลังกายกันต่อเนื่องอย่างนี้ เพื่อความมีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นแบบอย่างให้กับสังคมที่จะทำตามได้ คำสอนนั้นมีมาก แต่ตัวอย่างที่ดีนั้นหาได้น้อยนัก ตอนแรกโยมจะให้เข้าไปพักที่สวนหลังบ้าน พอดีฝนตกพื้นชื้นแชะ จึงไม่สะดวกในการพัก โยมจึงนิมนต์ให้เข้าไปพักในบ้าน ช่วงค่ำบรรดาลูกๆหลานๆได้มาร่วมสนทนากับพระธุดงค์ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ยินดียิ่งนัก แม้เด็กตัวน้อยๆก็ชอบมานั่งฟังในสิ่งที่ดี
ช่วงเช้าโยมอ้วนที่ได้เจอกันตั้งแต่เมื่อวานนี้ ได้ทำอาหารเจมาถวายจริงๆ มาพร้อมกับหญิงสาวชื่อเปิ้ล ซึ่งเป็นชาวอนุตตรธรรม รู้ว่าการกินอาหารเจเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังกินไม่ได้ ได้โอกาสพอดี เนื่องในโอกาสที่จะเข้าพรรษานี้ อาตมาได้ขอบิณฑบาต ให้โยมอ้วนกับคุณเปิ้ลตั้งใจในการกินเจในช่วงเข้าพรรษา ถ้าเป็นความเจริญก็ให้ทำต่อไปเลย สองคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว จึงน้อมรับด้วยความเต็มใจที่จะเริ่มต้นปฎิบัติให้ได้ ซึ่งเป็นโชคลาภที่ได้มาพบกับพระธุดงค์ ขอเจริญพร...
พุธ ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐

September 18, 2007

บันทึก ๒๑ ส.ค ๕๐


“ความดีของทุกศาสนาเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ. คีรีรัฐนิคม คุณพิมพ์ซึ่งเป็นญาติธรรม ได้นิมนต์ให้มาโปรดคุณพ่อ คุณแม่ที่บ้าน คุณพิมพ์ได้เชิญน้องๆ ให้มาร่วมด้วย มีน้องคนหนึ่งชื่อเจี๊ยบที่มาทราบภายหลังว่าเป็นมุสลิม คุณเจี๊ยบเองนั้นแต่ก่อนก็เคยเป็นพุทธมาก่อน แต่ก็เบื่อหน่ายความเป็นพุทธที่ทำตามจารีตประเพณี ซึ่งมันเพี้ยนออกไปจากเนื้อหาของความเป็นพุทธที่แท้จริง จึงเปลี่ยนไปเข้าทางด้านศาสนาอิสลามซึ่งมีเนื้อหามากกว่า แต่เมื่อได้มาฟังธรรมของสมณะชาวอโศกทำให้แจ่มชัดในพุทธศาสนามากขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ดีสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเรื่องของการไม่เบียดเบียน
ทุกศาสนานั้นสอนคนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น คนดีของพุทธก็ควรจะเป็นคนดีของศาสนาอื่นด้วย คุณเจี๊ยบได้เข้าถึงเนื้อหาของศาสนา จึงรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่แปลกแยกกัน คุณเจี๊ยบได้คุกเข่ากราบสมณะด้วยความเชื่อมั่นว่าพระอัลเลาะห์เข้าใจในสิ่งที่ทำนี้ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด
อาตมาคิดว่าถ้าคนเรานับถือศาสนาเข้าถึงเนื้อหาในศาสนาของตนอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งในทางศาสนา ทุกศาสนาถ้าเข้าใจกันนั้นมีส่วนที่จะช่วยโลกให้เกิดสันติภาพได้ มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่ความยึดถือในศาสนาที่ผิดๆ จึงทำให้ถึงขั้นที่ต้องมาทำร้ายทำลายกัน ขอให้ความรักและความเมตตาจงหยั่งลงทุกดวงใจ เพื่อช่วยสร้างโลกให้สันติสุข เจริณพร...

September 13, 2007

บันทึก ๑๙ ส.ค ๕๐


“ศักดิ์ศรีของเรขาเจ้าคณะจังหวัด”
เดินมาถึง จ.ชุมพร อาตมากับท่านบินก้าวได้มีโอกาสดีที่ได้เข้ามาพักที่วัดเจ้าคณะจังหวัด ท่านให้ความเป็นกันเอง และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านอายุร่วม๘๐ปีแล้ว ท่านให้เขียนที่อยู่ให้ แล้วท่านพยายามที่จะเพ่งอ่าน ตอนที่อาตมาไปพบท่าน ก็มีญาติโยมคอยพบท่านอีกหลายคน อายุมากขนาดนี้ก็ยังต้องมารับภาระอีก
ท่านได้ให้ท่านเรขาฯพาเราไปพักที่กุฎิ เมื่อได้ที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเรขาฯได้มีโอกาสมาร่วมสนทนาด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า ปกติท่านก็ชอบออกเดินธุดงค์เหมือนกัน และชอบไปรูปเดียว ท่านชอบเดินธุดงค์เข้าไปในป่าแถวภาคอีสาน บำเพ็ญหนักจนทำให้ล้มป่วย หมอต้องตัดลำไส้ออกไปส่วนหนึ่ง จากนั้นเป็นต้นมาทำให้ท่านอ่อนแอลงไปมาก ไม่สามารถที่จะปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนแต่ก่อนได้ จึงต้องมาอยู่กับที่ทำงานรับใช้เจ้าคณะจังหวัด ท่านบอกว่าเป็นพรรษาสุดท้ายที่ท่านจะได้อยู่เป็นบรรพชิต ท่านจะขอลาสิกขา เหตุผลที่สำคัญคือท่านไม่สามารถที่จะปฏิบัติเคร่งคัดได้อีกต่อไปแล้ว การบวชต่อไป จึงทำให้ท่านเกิดความระอายใจ และกลัวจะเป็นหนี้ก้อนเข้าวของชาวบ้าน
อาตมาได้ฟังคำของท่านแล้ว เป็นสิ่งที่น่าคิดไม่น้อยเลยทีเดียว อาตมามองว่าการที่ท่านปฏิบัติโดยการที่เข้าไปอยู่ในป่านั้น เป็นสิ่งที่อันตราย พระพุทธเจ้าไม่ให้เข้าไปในป่ามากเกินไป ต้องไม่ไกลพอที่จะมาบิณฑบาตกับชาวบ้านได้ ทุกวันนี้ความเข้าใจบางส่วนคิดว่าการเดินธุดงค์นั้น จะต้องเข้าไปเดินในป่า แล้วได้ไปต่อสู้กับสิ่งที่อันตรายนาๆประการ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด พระพุทธองค์ให้เราต่อสู่กับกิเลสในตัวเอง ไม่ใช่ให้ไปต่อสู้กับเสือสิงห์ที่ไหน
ในส่วนที่อาตมาประทับใจคือความเด็ดเดียวของท่าน ท่านไม่ได้บวชเพื่ออาศัยพระศาสนาเลี้ยงชีพ ให้อยู่ได้ไปวันๆเท่านั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้ว จึงต้องเอาจริง ให้สมกับที่ชาวบ้านมากราบไหว้และเลี้ยงดูอาหาร และเครื่องอาศัยที่ดีๆ ท่านทำไม่ได้จึงขอสึกออกไปดีกว่า เป็นสิ่งที่อาตมาได้เอามาเตือนตนเองด้วย ต้องทำให้ถึง จึงจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ
ส่วนหนึ่งก็รู้สึกเสียดายความตั้งใจจริงของท่าน และได้ลงแรงกายแรงใจปฏิบัติอย่างจริงจัง พระที่ตั้งใจอย่างนี้นับวันจะหาได้ยากเต็มที เจริญพร...

September 12, 2007

บันทึก ๑๘ ส.ค ๕๐



“อัศจรรย์เจ้านกแก้วทำลายปีกของตน”
ช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ.ชะอำ คุณช้างซึ่งเป็นญาติธรรมได้นิมนต์ให้มาพักที่บ้าน คุณช้างอยู่กับภรรยาและลูกสาวอีกสองคน มีสองเรื่องที่น่าจะนำมาขยายสุ่กัน
เรื่องแรกคืออาตมาได้ยินผู้เป็นแม่ที่พูดกับลูกด้วยวาจาที่สุภาพ คุณแม่เขาจะพูดว่าคุณลูกขา นำหน้าทุกครั้ง ทำให้อาตมารู้สึกสะดุดใจ จึงได้ถามไปว่าได้พูดกับลูกเช่นนี้ประจำหรือเปล่า โยมก็บอกว่าพูดเช่นนี้ประจำ อาตมาไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก ที่แม่พูดกับลูกนำหน้าว่าคุณ โยมก็บอกว่ามีผลที่ทำให้ลูกเป็นคนที่พูดจาไพเราะ ก็เกิดจากการที่ได้แม่พิมพ์ที่ดีนี่เอง ที่ใช้ภาษาที่สุภาพกับลูก ทำให้ลูกๆได้ซึมซับในสิ่งที่ดี สังเกตุได้ว่าถ้าพ่อแม่พูดหยาบกับลูกๆ และพูดด้วยอารมณ์กับลูก ลูกๆก็จะซึมซับในสิ่งที่หยาบๆเช่นเดียวกัน อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร จึงต้องทำอย่างนั้นให้ลูกได้เห็นเป็นประจำ ตัวอย่างที่ดีนั้นมีค่ามากกว่าคำสอน สอนอย่างไรจึงต้องทำให้ได้อย่างนั้น

อีกเรื่องหนึ่งในช่วงเย็น โยมตุ้มซึ่งเป็นแม่บ้าน ในขณะที่สนทนากันนั้น ในมือของโยมตุ้มมีนกแก้วตัวหนึ่งเกาะอยู่ โยมตุ้มได้เล่าให้ฟังว่า นกแก้วตัวนี้นั้นเมื่อก่อนนี้มันสามารถที่จะบินได้ แต่ในทุกวันนี้มันไม่สามารถบินได้แล้ว สาเหตุที่น่าอัศจรรย์ที่ทำให้มันไม่สามารถบินได้ก็คือปากของมันเอง คุณตุ้มเห็นมันใช้ปากจิกปีกของตนเอง จนทำให้ไม่สามารถที่จะบินได้ สาเหตุที่นกมันทำเช่นนั้นก็สุดที่จะเดาได้ว่ามันทำลายปีกของตนเองทำไม การทำลายปีกของตนเอง ก็เท่ากับเป็นการทำลายอิสรภาพของตนเอง นัยยะนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก อิสรภาพในตัวของทุกคนนั้นมีเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว คนที่ทำลายก็คือตัวของเราเองแท้ๆ เรื่อง นี้ทำให้อาตมาคิดถึงเพลงชีวิตหมายเลข๑ ที่พ่อท่านเขียนขึ้นมาเป็นเพลงแรกเลยว่า....
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นหมู่แมกไม้ระริกลมอยู่เริงร่า
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นนกนานาเหลิงกระเจิงใจอยู่ในป่าดก
และก็มีอยู่มากที่คนอิจฉาแม้กระทั่งนกน้อยและไม้เล่นลมเหล่านั้น
จะคิดไยให้ยาวความไปเล่า..
ก็เรานั่นแหละคือนก ก็นกนั่นแหละคือแมกไม้
ดนตรีของโลกได้กล่อมพลางอยู่ด้วยสัพเสียงต่างๆ
แต่ทุกบทเพลงนั้นก็ต้องจบด้วยตัวของมันเอง
เมือเสี้ยวแห่งเวลาใดที่เกิดบทจบของบทเพลง
เมื่อนั้นแหละคือความอิสระหนึ่งในโลก
เมื่อนกเล่นลมได้อย่างไร้ขอบข่าย
เมื่อไม้เล่นลมอย่างไม่อานาทอนกับโลก
เมื่อโลกไม่สร้างบทเพลงขึ้นมาอีกในช่วงแห่งเวลาใดเวลาหนึ่ง
เมื่อนั้นแหละคือความ “หยุด” คือความอิสระแท้จริง
ก็ใครเล่าผูกเจ้าไว้กับสิ่งใดๆในโลก
นอกจากตัวเจ้าเองที่ผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ตนเองยังหลงยินดี
ทิ้งความยินดีนั้นเสียสิ
เจ้าจะเป็นแมกไม้ที่ไม่กังวลโลก
เจ้าจะเป็นนกน้อยปีกแข็งที่จะโผบินไปไหนก็ได้ในโลกกว้าง
เจ้าจะอิ่มเพลงของโลก ถึงแม้จะมีสรรพเสียงเพลงใดๆในโลกอีกก็ได้
แล้วเจ้าจะไม่ต้องการอะไรอีกเลย
แต่เจ้าจะคือผู้ที่มีความสุขที่สุดที่โลกมีได้ยาก

การที่มนุษย์แสวงหากอบโกย เพื่อที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาให้แก่ตนเองด้วยความโลภ โดยไม่รู้จักความอิ่มความพอ ที่ทำให้มนุษย์เองต้องเหน็ดเหนื่อยวันแล้ววันเล่า แต่ที่สุดแล้ว ในสิ่งที่แสวงหามานั้น กับกลายเป็นเครื่องพันธนาการ ทำให้เราหลงติด ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความอิสระที่แท้จริงได้ ไม่มีใครทำเราหรอก เรานั่นแหละที่ทำตัวเราเอง เห็นนกมันจิกปีกของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ขอเจริญพร..

September 10, 2007

บันทึก ๑๕ ส.ค ๕๐




“๗๐ปีไม่เคยเห็นพระที่ไม่รับเงิน”


ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าว เดินเข้าเขตจังหวัดชุมพร มีโยมนิมนต์ให้เข้าไปดื่มน้ำที่ร้าน แล้วก็เปิดใจให้ฟังว่า ผู้เป็นสามีได้จากไปแล้วยังไม่ถึงเดือนเลย ที่น่าเศร้าใจมากนั้นก็เพราะเป็นการจากไปด้วยการฆ่าตัวตาย โดยการผูกคอตาย ทั้งๆที่ได้มีเรื่องทะเลาะกันเลย ลูกๆก็โตพึ่งตนเองได้หมดแล้ว เงินทองก็มีไม่เป็นหนี้ใคร เพียงแต่สามีได้บอกว่ามันถึงเวลา ดวงชะตาชีวิตของเขาได้หมดแล้ว สามีอาจจะเคยไปดูดวง ว่าตนเองจะต้องตายวันนั้น พอถึงวันจึงไม่ต้องรอให้ใครมาฆ่า ฆ่าตัวเองมันเสียเลย นี่คือความที่หลงไปเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ เลยต้องมาทำลายชีวิตของตนเองไปอย่างน่าเศร้าใจการฆ่าตัวเองให้ตายไป บางคนคิดผิดว่าเมื่อฆ่าตัวเองตายแล้ว ก็จะพ้นจากสภาวะที่ต้องทนทุกข์ที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน หารู้ไม่ว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปที่หนักมากกว่าการฆ่าผู้อื่นเสียอีก เพราะคนที่เรารักมากที่สุดก็คือตัวของเราเอง การฆ่าตัวเองได้นั้นจึงต้องอาศัยจิตใจที่อัมหิตมาก ความทุกข์ที่คิดว่าตายแล้วมันจะพ้นนั้น แท้จริงแล้วมันกับทำให้ทุกข์มากกว่าเดิมหลายเท่านัก เพราะเป็นแต่การตายทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่จิตวิญญาณหาได้ตายไปด้วยไม่ ตอนที่ยังไม่ตาย ความทุกข์ที่มีตอนที่เราหลับมันก็ไม่ได้ทุกข์ แต่ในสภาวะที่เหลือแต่วิญญาณ มันไม่มีตื่นมีหลับ มันจึงเป็นความทุกข์ที่ต่อเนื่องยาวนาน ร่างกายนี้เราไม่ต้องไปฆ่ามันหรอก ถึงเวลามันก็ต้องตายอยู่แล้ว จะอยากตายหรือไม่อยากตายก็ตามโยมปราณีผู้เป็นแม่บ้านระบายให้ฟังด้วยความเศร้าใจ อาตมาก็ได้ให้สติ ให้รู้จักการปล่อยวางใจ การเศร้าใจกับคนที่ตายไปแล้วนั้น ไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะถึงอย่างไร คนที่ตายไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะฟื้นขึ้นมาได้
พระพุทธองค์ให้เรารู้จักการพิจารณาถึงความตาย ให้จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีหนีพ้นไปได้ ก็ช่วยทำให้จิตใจของโยมชุ่มชื่นขึ้นมาบ้างจากนั้นโยมได้เอาเงินใส่ซองมาถวาย อาตมาชี้แจงให้โยมฟังว่า เงินที่ถวายมานั้น ถ้ารับมาก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะพระไม่สามารถเอาเงินไปซื้ออะไรได้ ผิดพระธรรมวินัย ให้โยมเอาไปทำบุญต่อกับคนยากคนจนที่เขาต้องลำบากมากกว่าเรา อาตมาพอแล้ว แม้ว่าจะไม่มีเงินเลย ปัจจัยเครื่องอาศัยต่างๆ ญาติโยมเขาก็คอยอนุเคราะห์อยู่แล้ว เงินทองจึงไม่มีความจำเป็น แล้วอาตมาก็ส่งเงินให้โยมคืนไป โยมได้อุทานออกมาว่า โยมนี้ชอบทำบุญมาจนอายุได้๗๐ปี ไม่เคยเลยที่เอาเงินให้พระแล้ว พระได้ให้กลับคืนมา โยมได้พูดซ้ำแบบนี้ประมาณสิบครั้งเห็นจะได้ เป็นไปได้อย่างไร ที่เอาเงินถวายแล้ว ท่านไม่เอา มีแต่เห็นประเภทที่ให้ไปแล้ว บอกว่ายังไม่พอ ที่เอาไปซื้อนั้นซื้อนี้ ที่ต้องใช้เงินมากกว่านี้ เงินมีใครบ้างที่ไม่อยากได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ท้าทาย ว่าพระที่ปฏิบัติให้เข้าถึงคำสอนจริงๆ ก็จะรู้สึกไม่อยากได้ ไม่รู้ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอามาทำไม การอยู่กับที่ที่มีปัจจัยที่พรั่งพร้อม ก็รู้สึกว่าอยู่ได้ แต่การมาเดินธุดงค์อย่างนี้ มันจึงเป็นความชัดเจนอย่างแท้จริง มีโยมถามว่าเมื่อไม่มีเงินอย่างนี้ ในยามเจ็บป่วยได้ไข้จะทำอย่างไร ถ้าไม่มีคนพาไปหาหมอรักษา ถ้าจะต้องตายก็ต้องตาย เพราะการออกมาบวชก็ต้องพร้อมที่จะตาย แต่ถ้าเรามีการปฎิบัติอย่างแท้จริงแล้ว กลับจะยิ่งมีมาก คนที่จะมาอนุเคราะห์ ผู้มีปัญญาจริงแล้ว ก็จะรู้ว่าคนประเภทที่อยู่ได้อย่างมักน้อยสันโดย ได้เสียสละตนเองมาให้กับพระศาสนา สมควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงเอาไว้ก่อนจากกันได้ขอนิมนต์ถ้าผ่านมาที่บ้านของโยมอีก ถ้ามาตอนเช้าโยมขอทำบุญถวายอาหาร ขออนุโมทนา สาธุ...

บันทึก ๑๑ ส.ค ๕๐

"การเสียสละสุดๆ ของผู้ใหญ่บ้าน"
ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินออกจาก อ.คีรีรัฐนิคม ช่วงกลางวันได้พักเที่ยงที่ศาลาอเนกประสงค์พอดีมีคณะสาธารณะสุขของตำบลได้มาร่วมประชุมกัน ก่อนประชุมกันเขาได้นิมนต์ให้อาตมาให้โอวาสก่อนที่จะประชุมกันด้วย เมื่อให้โอวาสเสร็จมีโยมคนหนึ่งควักเอาเงินนำมาถวาย พอคนอื่นเห็นต่างก็ควักเอามาทำบุญตามๆกัน ซึ่งเป็นความรู้สึกของโยมที่เห็นอาตมาเดินเข้ามาด้วยระยะทางที่ไกล จึงมองเห็นว่าเงินเป็นสิ่งที่พอจะช่วยได้บ้าง แต่พระพุทธเจ้าให้สาวกพิสูจณ์ว่าเงินนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นให้ได้ ให้สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ให้ได้เนื่องด้วยผู้อื่น นี่แหละเป็นการพึ่งตนเองของนักบวช พระพุทธเจ้าสอนให้พึ่งตนเองด้วยการให้ผู้อื่นต้องเลี้ยงเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่ามันขัดแย้งกันผู้ที่ลึกซึ้งในสัจธรรมก็จะเข้าใจได้ถ้าพระช่วยตนเองได้ การทำนาเอง ปลูกผักฉันเอง หาเงินมาใช้เอง พระพุทธเจ้ากลับไม่ให้ทำอย่างนั้น เพราะมันมีส่วนแห่งการเบียดเบียน และไม่มีเวลาที่จะฝึกฝนตนเองในการเป็นแบบอย่างในความเป็นผู้ที่ไม่สะสมหอบหวงมาเป็นของตนเอง และการทำให้แก่คนอื่นได้อย่างเต็มที่ เงินจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับสมณะได้พูดให้โยมเข้าใจ เงินที่บริจาคมามากเช่นนั้น จึงให้โยมเอาเป็นกองทุนในการเสริมสร้างสุขภาพให้ชาวบ้านต่อไป

ช่วงเย็นกำลังหาที่พักพอดีได้มาพบที่ทำการ อบต.ถามชาวบ้านว่าสามารถพักได้หรือไม่ โยมบอกว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแล โยมได้อาสาจะติดต่อผู้ใหญ่บ้านให้ สักพักผู้ใหญ่บ้านก็มา ถ้าจะพักจริงๆก็สามารถพักได้ แต่ถ้าดีกว่านี้คือพักที่วัด ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักผู้ใหญ่บ้านอาสาที่จะไปส่งด้วยตนเองเห็นผู้ใหญ่บ้านมีความตั้งใจอย่างนั้นจึงตกลง ผู้ใหญ่บ้านพามาถึงฝั่งแม่น้ำไม่ไกลก็จริงข้ามไปก็ถึงวัดแล้ว แต่วัดนั้นอยู่อีกฝั่งหนึ่งต้องอาศัยข้ามไปด้วยแพ เห็นแล้วอาตมารู้สึกว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอยู่ฝั่งตรงข้ามน้ำก็ไหลแรงและรู้สึกว่าชาวบ้านไม่ได้ใช้มานานแล้ว รู้สึกว่าผู้ใหญ่บ้านมีความมุ่งมั่นที่จะไปส่งให้ได้ โดยการตัดสินใจถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงในตัวเดียว ถ้ามีเสื้อผ้าคงจะว่ายไม่ออก ผู้ใหญ่ว่ายตัดกระแสน้ำจนไปถึงฝั่งโน้นจนได้แล้วเดินหาไม้ถ่อที่ต้องยาวพอสมครหาได้แล้วก็พยายามถ่อข้ามมา ซึ่งมีสายรวดสลิงเชื่อมอยู่ ผู้ใหญ่ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะช่วงกลางแม่น้ำนั้นกระแสน้ำแรงมาก ถ้าไม่มุ่งมั่นจริงๆต้องยอมแพ้แน่ ความพยายามของผู้ใหญ่สามารถข้ามมาจนได้ ที่นี้ต้องรับอาตมาและท่านบินก้าวให้ข้ามกลับไปอีก ต้องลำบากมากกว่าเก่า แต่ผู้ใหญ่ก็ยืนยันที่จะไปส่งให้ได้ น้ำใจล้นเหลือจริงๆที่สุดผู้ใหญ่ก็พาข้ามไปถึงฝั่งโน้นจนได้ แล้วก็ต้องกลับไปอีก อาตมาเห็นผู้ใหญ่เหนื่อยไม่น้อยเลย ถ้าเมืองไทยได้ผู้ใหญ่ที่มีใจที่เสียสละอย่างนี้ ประเทศชาติคงจะโชติช่วงชัชวาลย์แน่ แต่บ้านเมืองเป็นอย่างที่เห็น ส่วนมากจะเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวและบริวารของตัวมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม เราจากผู้ใหญ่มาด้วยดี ความซาบซึ้งใจอันหาประมาณมิได้ ผู้ใหญ่เป็นพลังที่ทำให้ต้องเสียสละ เพื่อมวลมนุษย์ชาติต่อไป

September 9, 2007

บันทึก ๑๐ ส.ค ๕๐


“หัวหน้าวงลิเกป่าผู้อารีย์”

อาตมาเคยเดินที่ภาคอื่นๆ นั้นส่วนมากอุปสรรคก็ คือความร้อนเพราะเราเดินไม่ได้ใส่รองเท้า ยิ่งทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าโลกร้อนมากขึ้น เมื่อปีก่อนๆที่เคยเดินนั้นพักเที่ยงจนถึงบ่ายสองก็สามารถออกเดินได้ แต่ทุกวันนี้จนถึงบ่ายสองโมงก็ยังร้อนมาก ประมาณบ่ายสามหรือบางวันก็ถึงบ่ายสี่ จึงสามารถออกเดินได้ ไม่ใช่ใครอื่นที่ทำให้โลกร้อนเกิดจากเงื้อมมือของมนุษย์ที่เห็นความสบายส่วนตัวนี่เอง ซึ่งมันกำลังเป็นวิบากกรรมที่ย้อนกลับมาลงโทษมนุษย์ดังที่เราได้เห็นถึงความแปรปรวนของธรรมชาติ ส่วนการมาเดินทางใต้อุปสรรคส่วนมากนั้นกลายมาเป็นฝน ซึ่งตกเกือบทุกวัน วันเดียวบางทีก็ตกหลายครั้งในส่วนที่ดีนั้นคือ ทำให้ถนนไม่ร้อน ทำให้เท้าสบาย แต่การเปียกฝนนานๆ ก็ทำให้ไม่สบายได้ จึงคิดหาหลายวิธีเพื่อที่จะไปได้ อุปสรรคนั้นได้ช่วยทำให้เราเกิดปัญญาและทำให้เราต้องเข้มแข็งมากขึ้นช่วงที่เดินอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ วันนั้นฝนตกหนักและยาวนานมาก อาตมาได้อาศัยเพลิงริมทางหลบฝนจนใกล้จะคํ่าแล้วฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย พอดีมีโยมผู้ชายรู้ภายหลังว่าเป็นหัวหน้าวงลิเกป่า ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน บ้านที่ให้พักนั้นปกติเป็นที่พักของลูกสาวและหลานสาว ลูกและหลานได้เสียสละยกบ้านให้ โดยย้ายไปนอนกับญาติ ตอนเช้าได้ทำบุญเลี้ยงภัตราหารอีกด้วย การได้สัมผัสนํ้าใจของชาวบ้านนี้ถือว่าเป็นแรงใจรายทาง ที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิต อย่างผู้ไม่มีได้อย่างเชื่อมั่น

บันทึก ๙ ส.ค ๕๐





"จตุคามรามไปทั่ว"


การเดินลงใต้ครั้งนี้ สิ่งที่ได้เห็นและสิ่งที่ได้ฟังมากก็คือเรื่อง องค์จตุคามรามเทพ ป้ายริมถนนเป็นอันมาก เสียงจากรถโฆษณาบอกให้รีบไปจององค์จตุคาม แม้แต่ทางวิทยุก็เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการโฆษณาที่หลากหลายและมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันบอกอะไรกับสังคมบ้าง เป็นสิ่งที่บอกว่าคนไทยกำลังขาดที่พึ่ง จึงได้พยายามแสวงหาที่พึ่ง และเป็นการแสวงหาที่พึ่งที่ออกนอกขอบเขตของพุทธไปแล้ว ไปพึ่งทางพรามหมณ์เป็นการพึ่งสิ่งที่อยู่นอกตัวนอกตนมาตอบสนองให้ได้ร่ำรวย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นในการพึ่งตนเองเป็นการพึ่งกรรมของตนเอง สิ่งนอกตัวนั้นไม่สามารถช่วยเราได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงพุทธศาสนาก็คือ ผู้ที่เป็นพระที่ต้องทำหน้าที่ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้กับชาวพุทธกลับเป็นผู้มาจัดทำจตุคามเสียเอง เป็นการพาญาติโยมไปสู่ความงมงายมากขึ้น ตัวของพระเองก็เสื่อมด้วย อาชีพของพระกลายเป็นพุทธพานิชย์หากินกับความงมงายของชาวบ้าน เงิน พระศาสดาก็ตรัสว่าเป็นอสรพิษที่จะทำร้ายตนเองและทำลายพระศาสนา เมื่อชาวพุทธไม่ได้ปฎิบัติตัวให้เป็นชาวพุทธที่จริง การพยายามที่จะให้บรรจุพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ จึงเป็นสิ่งที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่ง การปฎิบัติให้ถูกในคำสอนมันก็เป็นอยู่แล้ว โดยไม่ตอ้งมีการบรรญัติเข้าไปในรัฐธรรมนูญเลย

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐



"ธรรมจาริกจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรัง"

การเดินคือยาวิเศษ ในพรรษานี้อาตมาได้ลงอารามที่ทักษิณอโศกจังหวัดตรังในความตั้งใจ ๑ ปี เป็นอย่างน้อยที่จะไม่ขึ้นรถ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตอนาคาริกตามแบบอย่างที่พระศาสดาได้ดำเนินมาแล้วในสมัยพุทธกาล ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามมันยังเป็นสิ่งที่น่าท้าทาย ที่น่าพิสูจน์ว่ายังเป็นสิ่งที่ยังสามารถที่จะเป็นไปได้หรือไม่ ตั้งแต่หลังงานมหาปวารณาที่ปฐมอโศกอาตมาได้เดินขึ้นไปร่วมงานปีใหม่ที่อุบลและเดินต่อไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่จังหวัดนครสวรรค์และเดินกลับมาร่วมงานปลุกเสกที่จังหวัดศรีสะเกษ ละเดินจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรังถือว่าเป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เดินมาทางใต้
ก่อนเดินไม่มีความมั่นใจเท่าใดนักเพราะมีคนท้วงว่าไม่ควรเดินไปซึ่งเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย แต่เมื่อเดินลงไปเรื่อยๆได้สัมผัสกับมิตรภาพและความมีน้ำใจของคนทางใต้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆในการเดินลงใต้ครั้งนี้อาตมารู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นเพราะมีเพื่อนสมณะคือท่านบินก้าวมีน้ำใจอาสาที่จะเดินไปส่งเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ ที่สุดท้ายได้เดินมาส่งจนถึงจังหวัดตรังด้วยระยะทางร่วม ๙๐๐ กม. ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านเกือบจะมาไม่ถึงเหมือนกันเพราะตลอดเส้นทางต้องเจอฝนตลอด ฝนทางใต้ยามจะตกก็ตกทันทีจนตั้งตัวไม่ทัน จึงต้องเดินตากฝนทำให้ท่านเป็นไข้ไม่สบายจนต้องขอยอมแพ้เตรียมตัวที่จะนั่งรถกลับไปแล้ว ก่อนที่รถจะมาจอดร่างกายของท่าได้สร้างภูมิต้านทานจนทำให้ไข้นั้นหายไป จึงทำให้มีกำลังใจที่จะเดินต่อมาได้จนถึงจุดหมายปลายทาง ท่านเห็นประโยชน์ในการเดินมากเพราะก่อนหน้านี้ท่านเริ่มมีอาการโรคหัวใจ เป็นเพราะการทุ่มเททำงานหนักเวลาพักผ่อนมีน้อยแต่จากการที่ได้มาเดินซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ไม่มีเรื่องต้องคิดมากและมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้ท่านแข็งแรงมากขึ้นอาการโรคหัวใจได้หายไปเห็นได้ชัดเจนว่าการเดินนั้นเป็นยาวิเศษทั้งเป็นการป้องกันและรักษาโรคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียเงินค่าหมอค่ายาเลยเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากที่คนส่วนมากในทุกวันนี้เดินกันน้อยมาก บางคนแทบจะไม่ได้เดินกันเลยเพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก คนไปยินดีในความสบายจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ โรคต่างๆ ก็เข้ามาเป็นเจ้าเรือนการไปกินยาที่รักษานั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ โรคสมัยใหม่เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดัน เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุลย์กันทั้งนั้น การรักษาที่ต้นเหตุนั้นคือ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ให้มีความสมดุลย์ในการใช้แรงกายและสมองให้ชีวิตได้มาสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่อาตมาเห็นความสำคัญคือ แสงแดด ซึ่งเป็นยาวิเศษที่ธรรมชาติให้มาฟรี คนทางตะวันตกไม่ค่อยได้เจอแสงแดดเขาจึงเห็นคุณค่า มาเห็นแสงแดดที่เมืองไทยบางคนนอนอาบแดดทั้งวัน ตรงข้ามกับคนไทยที่เป็นโรคกลัวแดดพยายามที่จะไม่ให้ถูกแดด ออกแดดก็ต้องมีร่มกันแดด บางคนเป็นเดือนๆไม่ได้ถูกแดดเลย พืชที่แข็งแรงเจริญเติบโตได้ก็ด้วยแสงแดด เรานั้นก็ไม่ต่างจากพืช
วิถีแห่งการเดินธุดงค์ได้มีโอกาสเดินอาบแดดทุกวัน เหงื่อท่วมตัวทุกวันรู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าแข็งแรงและระบบการหมุนเวียนดีมาก เดินมาทางใต้อาตมาก็โดนฝนเหมือนกัน แต่อาตมาเดินติดต่อกันมาหลายเดือนแล้วอาตมาจึงไม่เป็นอะไร อาตมาจึงอยากจะขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายได้เอาใจใส่ในการปรับชีวิตให้สมดุลย์สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อความมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับความแข็งแรงไม่มีโรด้วย
ในช่วงที่อาตมาเดินมาถึงจังหวัดประจวบฯ ได้พักที่วิทยาลัยเทคนิคฯ มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้ทำอาหารเจมาถวายอาตมาได้สนทนาด้วยจึงรู้ว่าท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ถึงขั้นที่ว่ามันได้ลามไปทั่วแล้ว อาตมาได้แนะนำวิธีในการดูแลตนเองเพื่อการเอาชนะโรค เป็นเรื่องที่อาตมารู้สึกแปลกใจมากที่อาจารย์ตอบว่าไม่มีเวลาที่จะมาดูแลตนเองเพราะต้องวุ่นอยู่กับกิจกรรมนักศึกษา อาจารย์ก็รู้ว่าการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหารของมะเร็งร้ายแต่อาจารย์ก็เลิกไม่ได้ ทั้งๆที่ความตายนั้นมันกำลังคืบคานมาใกล้มากแล้ว นี้แหละการที่ไม่เคยได้ฝึกจิตใจในการเลิกละแม้ความตายจะมาเยือนก็ปล่อยไปตามยถากรรม จึงเห็นได้ว่าการปฎิบัติธรรมในการลดละกิเลสนั้น มีความสำคัญมากซึ่งจะมีผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ฝึกการเลิกละวันละนิดชีวิตจะยืนยาว