October 13, 2007

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“ถึงจุดหมายปลายทางที่ตรังหวุดหวิดก่อนเข้าพรรษา”
อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึงทักษิณอโศก วันที่ ๒๘ ก.ค ถึงก่อนเข้าพรรษาเพียง ๒วัน เท่านั้น รวมระยะทางร่วม ๙๐๐ กิโลเมตร วันสุดท้ายก่อนที่จะถึงญาติธรรมที่ทักษิณได้ทำอาหาร มาเลี้ยงส่งท้าย แล้วร่วมเดินมาด้วย ๓ คน
หลังจากที่เดินมาถึงแล้ว ท่านบินก้าวต้องรีบเดินทางกลับไปเข้าพรรษาที่ปฐมอโศกเป็นการเดินมาส่งอาตมาด้วยระยะเวลาเกือบ ๒ เดือน ซึ่งเป็นการเดินมาส่งที่ยาวไกลมาก ท่านรู้ว่าอาตมาต้องเดินมาทางใต้เพียงลำพังรูปเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในการเดินทาง ท่านคงมีใจที่เป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินมาเป็นเพื่อน
ในการเดินทางของอาตมาในช่วงหลังนั้น อาตมาไม่ได้ชวนใครเพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากพอสมควร ผู้ที่มาร่วมเดินด้วยนั้นจะต้องมาด้วยหัวใจที่เต็มร้อยจริงๆ การเดินสองรูปขึ้นไปนั้น คนเราความคิดบางอย่างย่อมไม่เหมือนกัน ต้องเรียนรู้ในการวางใจและยกให้กันพอสมควร ถือว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญที่สามารถไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น
ซึ่งบางครั้งต้องเจอกับอุปสรรคที่หนักไม่น้อยที่ผ่านมานั้นอาตมามักจะเอาตนเองเป็นตัวตั้งทำให้ผู้ที่มาเดินด้วยนั้น เหมือนถูกรากไปข้างหน้า จึงค่อนข้างจะขาดความมีน้ำใจไปจึงพยายามที่จะปรับตัวใหม่ โดยการเอาผู้ที่ร่วมเดินด้วยเป็นตัวตั้งถ้าเพื่อนรู้สึกหนักแล้วก็ต้องพัก ถึงแม้ว่าจะอยากไปต่อก็ตาม ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เพราะเพื่อนจะเกรงใจเราเขาจะพยายามไม่พูดอยู่แล้ว เราจึงต้องแววไว การคิดถึงใจของผู้อื่นเสมอทำให้การเดินทางร่วมกันนั้น เป็นมิตรภาพที่งดงาม ที่ต้องพยายามที่จะหยิบยื่นให้แก่กันและกัน ก็จะพากันไปสู่ความเจริญที่แท้จริงนี่แหละคือประโยชน์ในการเดินทางร่วมกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งกันแล้วพร้อมที่จะสามารถยอมกันได้ไม่ไปคาดหวังในคนอื่น แต่มาปรับที่ตนเอง เราก็สามารถที่จะไปกับใครก็ได้ด้วยความสันติ เจริญพร....

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“อาหารอินเดียต้นตำหรับมังสวิรัติแท้”
ช่วงการเดินอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อาตมาได้มีโอกาสได้ฉันอาหารมังสวิรัติที่บ้านนายห้างเกร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามหลวง เป็นครอบครัวที่ทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่เกิด ถ้ามีโอกาสมากรุงเทพฯ อาตมาจะหาโอกาสมาเยี่ยมและฉันที่นี่เสมอ และในช่วงที่อาตมาได้ไปเดินธุดงค์ที่อินเดีย ก็มีโอกาสได้สัมผัส และได้เรียนรู้เรื่องอาหารอินเดียพอสมควร
คนอินเดียทานอาหารมังสวิรัติต่อเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า๕พันปีมาแล้ว จนมาถึงปัจจุบันนี้ คนอินเดียจำนวน ๘๐๐ กว่าล้านคนที่ยังมั่นคงในการกินมังสวิรัติ จึงทำให้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ ในฐานะที่เราก็ฉันอาหารมังสวิรัติมานานพอสมควร อาหารประจำของคนอินเดียก็คือแกงถั่ว เมื่อไม่ทานเนื้อสัตว์ สิ่งที่แทนเนื้อสัตว์ได้ก็คือถั่วต่างๆ หัวใจสำคัญในการปรุงแกงถั่วก็คือเครื่องเทศ แขกเขาเรียกว่า “มะซาร่า” อาตมาได้พยายามเรียนรู้ว่าเครื่องเทศเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ก็พบว่ามี พริกไทยขาว ,พริกไทยดำ, อบเชย, ลูกผักชี,ลูกจันทร์ ,กานพลู,ป๋วยกั๊ก,ขมิ้น,ขิง,มหาหิง, คุณสมบัติของเครื่องเทศเหล่านี้จะช่วยไปกำจัดพิษที่มากับถั่ว ทำให้ย่อยง่าย ระบบหมุนเวียนดี ท้องไม่อืด ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องเอาถั่วไปแกงและมีเครื่องเทศเหล่านี้
ซึ่งที่ผ่านมาในการกินถั่วของชาวอโศก ก็เพียงแต่เอาถั่วมาต้ม แล้วก็ทานเป็นอาหาร และที่เน้นกินกันเป็นอย่างมากก็คือถั่วเหลือง ซึ่งเป็นธัญพืชที่ย่อยได้ยากมาก นายแพทย์เปี่ยมโชค บอกว่าถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ไม่ควรทาน เพราะในถั่วเหลืองนั้น มีสารที่ไปยับยั้งการย่อยโปรตีน และวิตามิน ยิ่งกินมากก็ยิ่งจะทำให้ขาดสารอาหารมาก โปรตีนที่ว่ามีมากที่สุดในถั่วเหลืองนั้น ร่างกายไม่สามารถที่จะรับเอาโปรตีนที่มากนั้นได้ เป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ชาวมังสวิรัติเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ในเมืองไทย จะกินแต่ถั่วเหลือง และสิ่งที่แปรรูปมาจากถั่วเหลือง
แม้แต่ชาวอโศกทุกวันนี้ก็มีปัญหาเรื่องของสุขภาพไม่ใช่น้อย จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะท้าทายให้ชาวโลกที่ยังกินเนื้ออยู่มาพิสูจน์ได้อย่างภาคภูมิ และ อาจหาญแกล้วกล้า การกินจึงเป็นสิ่งที่มีผลไม่น้อยทีเดียว การกินถั่วเหลืองจะมีผลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องดูกันต่อไป ที่แน่ๆคนอินเดียที่ทานมังสวิรัติ เขาสามารถที่จะท้าทายได้
เป็นสิ่งที่น่าคิด ชาวอินเดียที่เป็นนักกินถั่วมืออาชีพ แต่ปรากฏว่าคนอินเดียไม่กินถั่วเหลือง เขาจะกินถั่วหลากหลายหมุนเวียนกันไปไม่ต่ำกว่า๓๐ชนิด ทางด้านมันสมองของชาวอินเดีย จัดอยู่ในแถวหน้าของโลก
เมนูอาหารของคนอินเดียนั้น มีไม่มากอย่างเหมือนกับคนไทย เมนูอาหารแทบจะเดาได้ถูกต้องเลยว่ามีอะไรบ้าง เขาทานไม่มากอย่าง แต่ในแต่ละอย่างนั้น เป็นอาหารที่มีคุณค่าที่เสริมหนุนกัน อาหารประจำของเขาก็มีจาปาตี,แกงถั่ว,แกงผัก,โยเกริดส์ ผักสดและผลไม้เล็กน้อย กินกันซ้ำซากอย่างนี้ทุกวัน แต่ถั่วและผักนั้นเขาจะมีการหมุนเวียนกันไป คนจนและคนรวยจึงมีสิทธิที่จะมีสุขภาพดีได้พอๆกัน เพราะอาหารหลักที่ประจำนั้นมีราคาที่ถูกและสามารถปลูกได้เอง ระยะเวลาที่ยาวนานในการกินอาหารมังสวิรัติของคนอินเดีย ได้เรียนรู้ผิดถูกมายาวนาน จึงเป็นอาหารที่ตกผลึกมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักมังสวิรัติ อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดชะตาชีวิตและสุขภาพ คุณจะเป็นอย่างที่คุณกิน
ก็เป็นมุมมองของอาตมา ก็ผิดหรือถูกอย่างไร ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐


“ตายเพราะพระ”

ชีวิตของการเดินธุดงค์มีโอกาสที่จะได้พบทั้งสิ่งที่น่าประทับใจ และ สิ่งที่น่าสลดใจ แต่ส่วนมากแล้วจะได้พบกับสิ่งที่น่าประทับใจ มีสิ่งที่น่าสลดใจที่อยากจะขอเล่า มันเป็นเรื่องที่นำเอามาสอนใจได้เป็นอย่างดีในช่วงที่อาตมาเดินอยู่ในเขตจังหวัด กระบี่ อาตมาและท่านบินก้าวได้แวะเข้าไปขอพักที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ชื่อสำนักสงฆ์แสนสุข มีพระอยู่หนึ่งรูปท่านให้พักแต่ต้องเรียกกรรมการวัดให้เข้ามารับรองก่อน เพราะท่านเองก็เป็นพระอาคันตุกะมาเช่นเดียวกัน อาตมารู้สึกสะดุดใจในการที่ต้องแจ้งให้กรรมการวัดให้มาที่วัด ท่านได้เล่าเรื่องที่น่าสลดใจให้ฟังว่า เมื่อปีที่แล้วนี้เอง เจ้าอาวาสที่วัดนี้ถูกฆ่า และผู้ที่ฆ่านั้นคือพระอาคันตุกะที่มาขออาศัยพัก พูดกันว่าสาเหตุที่ถูกฆ่าเพราะ เจ้าอาวาสได้คุยให้พระอาคันตุกะฟังว่าท่านมีพระพุทธรูปที่มีค่ามากราคาเป็นล้าน เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่มาก ทำให้พระอาคันตุกะเกิดความโลภขึ้นมา จึงได้ลงมือฆ่าเจ้าอาวาสรูปนั้น แล้วขังไว้ในห้อง แล้วเอาพระพุทธรูปหนีไป เวลาผ่านไปสามวันจึงได้รู้ว่าเจ้าอาวาสถูกฆ่าตายพระพุทธรูปที่เห็นว่าเป็นของที่มีค่าศักดิ์สิทธ์ ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้ กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถูกฆ่าตายเสียด้วยซ้ำ
ชัดเจนจริงหนอที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ภิกษุมีของที่มีราคา มันคงไม่ได้หมายถึงเงินหรือทองอย่างเดียว แม้แต่พระพุทธรูปที่คนไปตั้งราคาให้สูง ก็เข้าข่ายนี้เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ให้มีก็เพื่อป้องกันความปลอดภัยของพระเองการเป็นพระที่ไม่ต้องมีเงินทองและของที่มีค่าใดๆ มันเป็นความสบายและความปลอดภัยของพระ เพราะถ้าเป็นพระที่ดีแล้ว เรื่องของปัจจัยต่างๆที่มีความจำเป็น ญาติโยมเขาพร้อมที่จะถวายอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเป็นภาระเลย ชีวิตนักบวชจริงจะต้องไม่ติดยึดในที่อยู่ ต้องไปในที่ต่างๆ บางทีต้องไปนอนใต้โคนไม้ นอนในศาลาที่ไม่มีที่มุงที่บัง การมีสมบัติจึงเป็นความไม่ปลอดภัยของที่มีค่าสำหรับนักบวชก็คือความไม่มี พระพุทธองค์ได้ทิ้งความมีที่เป็นปราสาท ทิ้งยศที่เป็นถึงรัชทายาท ทิ้งทรัพย์สมบัติที่มีมหาศาล ไปสู่ความไม่มี พระองค์ได้พบสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือความไม่มี เพราะมีสิ่งใดก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อไม่มีสิ่งใดก็ไม่ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น ผู้ที่เข้าใจวิถีชีวิตที่ประเสริฐก็จะพยายามทิ้งความมี มาสู่ความไม่มี เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่นักบวชส่วนมากในทุกวันนี้ กลับกำลังเดินทางไปสู่ความมี สิ่งเป็นสิ่งที่ทวนกระแสกับที่พระพุทธองค์ที่ได้พานำ ภัยจึงได้เกิดกับนักบวช ที่ออกข่าวมาบ่อยๆเรื่อง ที่อาตมาได้ฟังจากที่พระท่านได้เล่าให้ฟังนี้ เป็นสิ่งที่ได้ย้ำ ยืนยันชัดเจนให้แก่ตนเอง ในการที่จะพยายามที่จะมีจะเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อเป็นการพิสูจน์ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้อยู่เสมอ ไม่จำกัดกาลเวลา ยิ่งความสะดวกสบายมีมากขึ้น ความเจริญมีมากขึ้น ในโลกเต็มไปด้วยคนที่มี ซึ่งเข้าพร้อมที่จะแบ่งให้กับผู้ที่ไม่มี ถ้าผู้ที่ไม่มีแต่เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อโลก เขาคงไม่ทอดทิ้งเป็นแน่แท้ อยู่ที่เราเองจะกล้าหาญที่จะทิ้งออกมาหรือไม่ พร้อมที่จะท้าทายตนเองหรือไม่เท่านั้น ขอเจริญพร ....

September 23, 2007

บันทึก ๒๓ ส.ค ๕๐



“ชายชราผู้แข็งแรง”
เดินมาถึงจังหวัดกระบี่ อาตมาได้คุยกับท่านบินก้าว ในงานประจำปีของชาวอโศก มีไม่กี่จังหวัดที่ไม่เคยมีญาติธรรมไปร่วมงานเลย หนึ่งในนั้นก็คือจังหวัดกระบี่ จึงคิดกันว่าการมาถึงกระบี่ในครั้งนี้ จะพอมีญาติธรรมที่จังหวัดกระบี่หรือเปล่าหนอ พอดีในระหว่างทาง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโยมอ้วน ได้จอดรถแล้วเอาเงินมาถวาย เมื่อรู้ว่าสมณะไม่รับเงิน ทำอย่างไรที่จะได้ทำบุญกับท่าน พอดีบ้านของโยมอยู่ที่ตลาดเก่า ซึ่งคาดว่าในเย็นนี้คงได้ไปพักที่นั่นพอดี โยมอ้วนจึงบอกว่าวันพรุ่งนี้จะเอาอาหารเจมาถวาย ซึ่งโยมอ้วนนี้เคยกินเจมาร่วมสี่ปีกว่า เสียดายตอนนี้ไม่ได้กินแล้ว แต่ยังมีความปรารถนาที่จะกลับมากินอีก
ตอนเย็นกำลังหาที่พักอยู่พอดี ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง อายุร่วม๗๐ปีแล้ว อดีตเคยเป็นอัยการ ชื่อโยม ประดิษฐ์ กำลังเดินออกกำลังกายอยู่ ได้เข้ามานิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน นานๆทีที่จะมีคนนิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน จึงยินดีรับด้วยความเต็มใจ ได้สนทนากันไปด้วยระหว่างการเดิน อาตมาประทับใจที่โยมอายุ๗๐ปีแล้ว ได้เดินออกกำลังกายมาร่วมสิบปีแล้ว ในแต่ละวันจะเดินไม่ต่ำกว่าสิบกิโลเมตร มีร่างกายที่แข็งแรงมาก ไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลย
การเดินจึงเป็นยาวิเศษจริงๆ ทำอย่างไรหนอที่ชาวอโศก จะมีการออกกำลังกายกันต่อเนื่องอย่างนี้ เพื่อความมีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นแบบอย่างให้กับสังคมที่จะทำตามได้ คำสอนนั้นมีมาก แต่ตัวอย่างที่ดีนั้นหาได้น้อยนัก ตอนแรกโยมจะให้เข้าไปพักที่สวนหลังบ้าน พอดีฝนตกพื้นชื้นแชะ จึงไม่สะดวกในการพัก โยมจึงนิมนต์ให้เข้าไปพักในบ้าน ช่วงค่ำบรรดาลูกๆหลานๆได้มาร่วมสนทนากับพระธุดงค์ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ยินดียิ่งนัก แม้เด็กตัวน้อยๆก็ชอบมานั่งฟังในสิ่งที่ดี
ช่วงเช้าโยมอ้วนที่ได้เจอกันตั้งแต่เมื่อวานนี้ ได้ทำอาหารเจมาถวายจริงๆ มาพร้อมกับหญิงสาวชื่อเปิ้ล ซึ่งเป็นชาวอนุตตรธรรม รู้ว่าการกินอาหารเจเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังกินไม่ได้ ได้โอกาสพอดี เนื่องในโอกาสที่จะเข้าพรรษานี้ อาตมาได้ขอบิณฑบาต ให้โยมอ้วนกับคุณเปิ้ลตั้งใจในการกินเจในช่วงเข้าพรรษา ถ้าเป็นความเจริญก็ให้ทำต่อไปเลย สองคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว จึงน้อมรับด้วยความเต็มใจที่จะเริ่มต้นปฎิบัติให้ได้ ซึ่งเป็นโชคลาภที่ได้มาพบกับพระธุดงค์ ขอเจริญพร...
พุธ ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐

September 18, 2007

บันทึก ๒๑ ส.ค ๕๐


“ความดีของทุกศาสนาเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ. คีรีรัฐนิคม คุณพิมพ์ซึ่งเป็นญาติธรรม ได้นิมนต์ให้มาโปรดคุณพ่อ คุณแม่ที่บ้าน คุณพิมพ์ได้เชิญน้องๆ ให้มาร่วมด้วย มีน้องคนหนึ่งชื่อเจี๊ยบที่มาทราบภายหลังว่าเป็นมุสลิม คุณเจี๊ยบเองนั้นแต่ก่อนก็เคยเป็นพุทธมาก่อน แต่ก็เบื่อหน่ายความเป็นพุทธที่ทำตามจารีตประเพณี ซึ่งมันเพี้ยนออกไปจากเนื้อหาของความเป็นพุทธที่แท้จริง จึงเปลี่ยนไปเข้าทางด้านศาสนาอิสลามซึ่งมีเนื้อหามากกว่า แต่เมื่อได้มาฟังธรรมของสมณะชาวอโศกทำให้แจ่มชัดในพุทธศาสนามากขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ดีสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเรื่องของการไม่เบียดเบียน
ทุกศาสนานั้นสอนคนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น คนดีของพุทธก็ควรจะเป็นคนดีของศาสนาอื่นด้วย คุณเจี๊ยบได้เข้าถึงเนื้อหาของศาสนา จึงรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่แปลกแยกกัน คุณเจี๊ยบได้คุกเข่ากราบสมณะด้วยความเชื่อมั่นว่าพระอัลเลาะห์เข้าใจในสิ่งที่ทำนี้ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด
อาตมาคิดว่าถ้าคนเรานับถือศาสนาเข้าถึงเนื้อหาในศาสนาของตนอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งในทางศาสนา ทุกศาสนาถ้าเข้าใจกันนั้นมีส่วนที่จะช่วยโลกให้เกิดสันติภาพได้ มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่ความยึดถือในศาสนาที่ผิดๆ จึงทำให้ถึงขั้นที่ต้องมาทำร้ายทำลายกัน ขอให้ความรักและความเมตตาจงหยั่งลงทุกดวงใจ เพื่อช่วยสร้างโลกให้สันติสุข เจริณพร...

September 13, 2007

บันทึก ๑๙ ส.ค ๕๐


“ศักดิ์ศรีของเรขาเจ้าคณะจังหวัด”
เดินมาถึง จ.ชุมพร อาตมากับท่านบินก้าวได้มีโอกาสดีที่ได้เข้ามาพักที่วัดเจ้าคณะจังหวัด ท่านให้ความเป็นกันเอง และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านอายุร่วม๘๐ปีแล้ว ท่านให้เขียนที่อยู่ให้ แล้วท่านพยายามที่จะเพ่งอ่าน ตอนที่อาตมาไปพบท่าน ก็มีญาติโยมคอยพบท่านอีกหลายคน อายุมากขนาดนี้ก็ยังต้องมารับภาระอีก
ท่านได้ให้ท่านเรขาฯพาเราไปพักที่กุฎิ เมื่อได้ที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเรขาฯได้มีโอกาสมาร่วมสนทนาด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า ปกติท่านก็ชอบออกเดินธุดงค์เหมือนกัน และชอบไปรูปเดียว ท่านชอบเดินธุดงค์เข้าไปในป่าแถวภาคอีสาน บำเพ็ญหนักจนทำให้ล้มป่วย หมอต้องตัดลำไส้ออกไปส่วนหนึ่ง จากนั้นเป็นต้นมาทำให้ท่านอ่อนแอลงไปมาก ไม่สามารถที่จะปฏิบัติเคร่งครัดเหมือนแต่ก่อนได้ จึงต้องมาอยู่กับที่ทำงานรับใช้เจ้าคณะจังหวัด ท่านบอกว่าเป็นพรรษาสุดท้ายที่ท่านจะได้อยู่เป็นบรรพชิต ท่านจะขอลาสิกขา เหตุผลที่สำคัญคือท่านไม่สามารถที่จะปฏิบัติเคร่งคัดได้อีกต่อไปแล้ว การบวชต่อไป จึงทำให้ท่านเกิดความระอายใจ และกลัวจะเป็นหนี้ก้อนเข้าวของชาวบ้าน
อาตมาได้ฟังคำของท่านแล้ว เป็นสิ่งที่น่าคิดไม่น้อยเลยทีเดียว อาตมามองว่าการที่ท่านปฏิบัติโดยการที่เข้าไปอยู่ในป่านั้น เป็นสิ่งที่อันตราย พระพุทธเจ้าไม่ให้เข้าไปในป่ามากเกินไป ต้องไม่ไกลพอที่จะมาบิณฑบาตกับชาวบ้านได้ ทุกวันนี้ความเข้าใจบางส่วนคิดว่าการเดินธุดงค์นั้น จะต้องเข้าไปเดินในป่า แล้วได้ไปต่อสู้กับสิ่งที่อันตรายนาๆประการ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด พระพุทธองค์ให้เราต่อสู่กับกิเลสในตัวเอง ไม่ใช่ให้ไปต่อสู้กับเสือสิงห์ที่ไหน
ในส่วนที่อาตมาประทับใจคือความเด็ดเดียวของท่าน ท่านไม่ได้บวชเพื่ออาศัยพระศาสนาเลี้ยงชีพ ให้อยู่ได้ไปวันๆเท่านั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้ว จึงต้องเอาจริง ให้สมกับที่ชาวบ้านมากราบไหว้และเลี้ยงดูอาหาร และเครื่องอาศัยที่ดีๆ ท่านทำไม่ได้จึงขอสึกออกไปดีกว่า เป็นสิ่งที่อาตมาได้เอามาเตือนตนเองด้วย ต้องทำให้ถึง จึงจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ
ส่วนหนึ่งก็รู้สึกเสียดายความตั้งใจจริงของท่าน และได้ลงแรงกายแรงใจปฏิบัติอย่างจริงจัง พระที่ตั้งใจอย่างนี้นับวันจะหาได้ยากเต็มที เจริญพร...

September 12, 2007

บันทึก ๑๘ ส.ค ๕๐



“อัศจรรย์เจ้านกแก้วทำลายปีกของตน”
ช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ.ชะอำ คุณช้างซึ่งเป็นญาติธรรมได้นิมนต์ให้มาพักที่บ้าน คุณช้างอยู่กับภรรยาและลูกสาวอีกสองคน มีสองเรื่องที่น่าจะนำมาขยายสุ่กัน
เรื่องแรกคืออาตมาได้ยินผู้เป็นแม่ที่พูดกับลูกด้วยวาจาที่สุภาพ คุณแม่เขาจะพูดว่าคุณลูกขา นำหน้าทุกครั้ง ทำให้อาตมารู้สึกสะดุดใจ จึงได้ถามไปว่าได้พูดกับลูกเช่นนี้ประจำหรือเปล่า โยมก็บอกว่าพูดเช่นนี้ประจำ อาตมาไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก ที่แม่พูดกับลูกนำหน้าว่าคุณ โยมก็บอกว่ามีผลที่ทำให้ลูกเป็นคนที่พูดจาไพเราะ ก็เกิดจากการที่ได้แม่พิมพ์ที่ดีนี่เอง ที่ใช้ภาษาที่สุภาพกับลูก ทำให้ลูกๆได้ซึมซับในสิ่งที่ดี สังเกตุได้ว่าถ้าพ่อแม่พูดหยาบกับลูกๆ และพูดด้วยอารมณ์กับลูก ลูกๆก็จะซึมซับในสิ่งที่หยาบๆเช่นเดียวกัน อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร จึงต้องทำอย่างนั้นให้ลูกได้เห็นเป็นประจำ ตัวอย่างที่ดีนั้นมีค่ามากกว่าคำสอน สอนอย่างไรจึงต้องทำให้ได้อย่างนั้น

อีกเรื่องหนึ่งในช่วงเย็น โยมตุ้มซึ่งเป็นแม่บ้าน ในขณะที่สนทนากันนั้น ในมือของโยมตุ้มมีนกแก้วตัวหนึ่งเกาะอยู่ โยมตุ้มได้เล่าให้ฟังว่า นกแก้วตัวนี้นั้นเมื่อก่อนนี้มันสามารถที่จะบินได้ แต่ในทุกวันนี้มันไม่สามารถบินได้แล้ว สาเหตุที่น่าอัศจรรย์ที่ทำให้มันไม่สามารถบินได้ก็คือปากของมันเอง คุณตุ้มเห็นมันใช้ปากจิกปีกของตนเอง จนทำให้ไม่สามารถที่จะบินได้ สาเหตุที่นกมันทำเช่นนั้นก็สุดที่จะเดาได้ว่ามันทำลายปีกของตนเองทำไม การทำลายปีกของตนเอง ก็เท่ากับเป็นการทำลายอิสรภาพของตนเอง นัยยะนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก อิสรภาพในตัวของทุกคนนั้นมีเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว คนที่ทำลายก็คือตัวของเราเองแท้ๆ เรื่อง นี้ทำให้อาตมาคิดถึงเพลงชีวิตหมายเลข๑ ที่พ่อท่านเขียนขึ้นมาเป็นเพลงแรกเลยว่า....
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นหมู่แมกไม้ระริกลมอยู่เริงร่า
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นนกนานาเหลิงกระเจิงใจอยู่ในป่าดก
และก็มีอยู่มากที่คนอิจฉาแม้กระทั่งนกน้อยและไม้เล่นลมเหล่านั้น
จะคิดไยให้ยาวความไปเล่า..
ก็เรานั่นแหละคือนก ก็นกนั่นแหละคือแมกไม้
ดนตรีของโลกได้กล่อมพลางอยู่ด้วยสัพเสียงต่างๆ
แต่ทุกบทเพลงนั้นก็ต้องจบด้วยตัวของมันเอง
เมือเสี้ยวแห่งเวลาใดที่เกิดบทจบของบทเพลง
เมื่อนั้นแหละคือความอิสระหนึ่งในโลก
เมื่อนกเล่นลมได้อย่างไร้ขอบข่าย
เมื่อไม้เล่นลมอย่างไม่อานาทอนกับโลก
เมื่อโลกไม่สร้างบทเพลงขึ้นมาอีกในช่วงแห่งเวลาใดเวลาหนึ่ง
เมื่อนั้นแหละคือความ “หยุด” คือความอิสระแท้จริง
ก็ใครเล่าผูกเจ้าไว้กับสิ่งใดๆในโลก
นอกจากตัวเจ้าเองที่ผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ตนเองยังหลงยินดี
ทิ้งความยินดีนั้นเสียสิ
เจ้าจะเป็นแมกไม้ที่ไม่กังวลโลก
เจ้าจะเป็นนกน้อยปีกแข็งที่จะโผบินไปไหนก็ได้ในโลกกว้าง
เจ้าจะอิ่มเพลงของโลก ถึงแม้จะมีสรรพเสียงเพลงใดๆในโลกอีกก็ได้
แล้วเจ้าจะไม่ต้องการอะไรอีกเลย
แต่เจ้าจะคือผู้ที่มีความสุขที่สุดที่โลกมีได้ยาก

การที่มนุษย์แสวงหากอบโกย เพื่อที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาให้แก่ตนเองด้วยความโลภ โดยไม่รู้จักความอิ่มความพอ ที่ทำให้มนุษย์เองต้องเหน็ดเหนื่อยวันแล้ววันเล่า แต่ที่สุดแล้ว ในสิ่งที่แสวงหามานั้น กับกลายเป็นเครื่องพันธนาการ ทำให้เราหลงติด ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความอิสระที่แท้จริงได้ ไม่มีใครทำเราหรอก เรานั่นแหละที่ทำตัวเราเอง เห็นนกมันจิกปีกของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ขอเจริญพร..

September 10, 2007

บันทึก ๑๕ ส.ค ๕๐




“๗๐ปีไม่เคยเห็นพระที่ไม่รับเงิน”


ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าว เดินเข้าเขตจังหวัดชุมพร มีโยมนิมนต์ให้เข้าไปดื่มน้ำที่ร้าน แล้วก็เปิดใจให้ฟังว่า ผู้เป็นสามีได้จากไปแล้วยังไม่ถึงเดือนเลย ที่น่าเศร้าใจมากนั้นก็เพราะเป็นการจากไปด้วยการฆ่าตัวตาย โดยการผูกคอตาย ทั้งๆที่ได้มีเรื่องทะเลาะกันเลย ลูกๆก็โตพึ่งตนเองได้หมดแล้ว เงินทองก็มีไม่เป็นหนี้ใคร เพียงแต่สามีได้บอกว่ามันถึงเวลา ดวงชะตาชีวิตของเขาได้หมดแล้ว สามีอาจจะเคยไปดูดวง ว่าตนเองจะต้องตายวันนั้น พอถึงวันจึงไม่ต้องรอให้ใครมาฆ่า ฆ่าตัวเองมันเสียเลย นี่คือความที่หลงไปเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ เลยต้องมาทำลายชีวิตของตนเองไปอย่างน่าเศร้าใจการฆ่าตัวเองให้ตายไป บางคนคิดผิดว่าเมื่อฆ่าตัวเองตายแล้ว ก็จะพ้นจากสภาวะที่ต้องทนทุกข์ที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน หารู้ไม่ว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปที่หนักมากกว่าการฆ่าผู้อื่นเสียอีก เพราะคนที่เรารักมากที่สุดก็คือตัวของเราเอง การฆ่าตัวเองได้นั้นจึงต้องอาศัยจิตใจที่อัมหิตมาก ความทุกข์ที่คิดว่าตายแล้วมันจะพ้นนั้น แท้จริงแล้วมันกับทำให้ทุกข์มากกว่าเดิมหลายเท่านัก เพราะเป็นแต่การตายทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่จิตวิญญาณหาได้ตายไปด้วยไม่ ตอนที่ยังไม่ตาย ความทุกข์ที่มีตอนที่เราหลับมันก็ไม่ได้ทุกข์ แต่ในสภาวะที่เหลือแต่วิญญาณ มันไม่มีตื่นมีหลับ มันจึงเป็นความทุกข์ที่ต่อเนื่องยาวนาน ร่างกายนี้เราไม่ต้องไปฆ่ามันหรอก ถึงเวลามันก็ต้องตายอยู่แล้ว จะอยากตายหรือไม่อยากตายก็ตามโยมปราณีผู้เป็นแม่บ้านระบายให้ฟังด้วยความเศร้าใจ อาตมาก็ได้ให้สติ ให้รู้จักการปล่อยวางใจ การเศร้าใจกับคนที่ตายไปแล้วนั้น ไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะถึงอย่างไร คนที่ตายไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะฟื้นขึ้นมาได้
พระพุทธองค์ให้เรารู้จักการพิจารณาถึงความตาย ให้จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีหนีพ้นไปได้ ก็ช่วยทำให้จิตใจของโยมชุ่มชื่นขึ้นมาบ้างจากนั้นโยมได้เอาเงินใส่ซองมาถวาย อาตมาชี้แจงให้โยมฟังว่า เงินที่ถวายมานั้น ถ้ารับมาก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะพระไม่สามารถเอาเงินไปซื้ออะไรได้ ผิดพระธรรมวินัย ให้โยมเอาไปทำบุญต่อกับคนยากคนจนที่เขาต้องลำบากมากกว่าเรา อาตมาพอแล้ว แม้ว่าจะไม่มีเงินเลย ปัจจัยเครื่องอาศัยต่างๆ ญาติโยมเขาก็คอยอนุเคราะห์อยู่แล้ว เงินทองจึงไม่มีความจำเป็น แล้วอาตมาก็ส่งเงินให้โยมคืนไป โยมได้อุทานออกมาว่า โยมนี้ชอบทำบุญมาจนอายุได้๗๐ปี ไม่เคยเลยที่เอาเงินให้พระแล้ว พระได้ให้กลับคืนมา โยมได้พูดซ้ำแบบนี้ประมาณสิบครั้งเห็นจะได้ เป็นไปได้อย่างไร ที่เอาเงินถวายแล้ว ท่านไม่เอา มีแต่เห็นประเภทที่ให้ไปแล้ว บอกว่ายังไม่พอ ที่เอาไปซื้อนั้นซื้อนี้ ที่ต้องใช้เงินมากกว่านี้ เงินมีใครบ้างที่ไม่อยากได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ท้าทาย ว่าพระที่ปฏิบัติให้เข้าถึงคำสอนจริงๆ ก็จะรู้สึกไม่อยากได้ ไม่รู้ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอามาทำไม การอยู่กับที่ที่มีปัจจัยที่พรั่งพร้อม ก็รู้สึกว่าอยู่ได้ แต่การมาเดินธุดงค์อย่างนี้ มันจึงเป็นความชัดเจนอย่างแท้จริง มีโยมถามว่าเมื่อไม่มีเงินอย่างนี้ ในยามเจ็บป่วยได้ไข้จะทำอย่างไร ถ้าไม่มีคนพาไปหาหมอรักษา ถ้าจะต้องตายก็ต้องตาย เพราะการออกมาบวชก็ต้องพร้อมที่จะตาย แต่ถ้าเรามีการปฎิบัติอย่างแท้จริงแล้ว กลับจะยิ่งมีมาก คนที่จะมาอนุเคราะห์ ผู้มีปัญญาจริงแล้ว ก็จะรู้ว่าคนประเภทที่อยู่ได้อย่างมักน้อยสันโดย ได้เสียสละตนเองมาให้กับพระศาสนา สมควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงเอาไว้ก่อนจากกันได้ขอนิมนต์ถ้าผ่านมาที่บ้านของโยมอีก ถ้ามาตอนเช้าโยมขอทำบุญถวายอาหาร ขออนุโมทนา สาธุ...

บันทึก ๑๑ ส.ค ๕๐

"การเสียสละสุดๆ ของผู้ใหญ่บ้าน"
ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินออกจาก อ.คีรีรัฐนิคม ช่วงกลางวันได้พักเที่ยงที่ศาลาอเนกประสงค์พอดีมีคณะสาธารณะสุขของตำบลได้มาร่วมประชุมกัน ก่อนประชุมกันเขาได้นิมนต์ให้อาตมาให้โอวาสก่อนที่จะประชุมกันด้วย เมื่อให้โอวาสเสร็จมีโยมคนหนึ่งควักเอาเงินนำมาถวาย พอคนอื่นเห็นต่างก็ควักเอามาทำบุญตามๆกัน ซึ่งเป็นความรู้สึกของโยมที่เห็นอาตมาเดินเข้ามาด้วยระยะทางที่ไกล จึงมองเห็นว่าเงินเป็นสิ่งที่พอจะช่วยได้บ้าง แต่พระพุทธเจ้าให้สาวกพิสูจณ์ว่าเงินนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นให้ได้ ให้สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ให้ได้เนื่องด้วยผู้อื่น นี่แหละเป็นการพึ่งตนเองของนักบวช พระพุทธเจ้าสอนให้พึ่งตนเองด้วยการให้ผู้อื่นต้องเลี้ยงเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่ามันขัดแย้งกันผู้ที่ลึกซึ้งในสัจธรรมก็จะเข้าใจได้ถ้าพระช่วยตนเองได้ การทำนาเอง ปลูกผักฉันเอง หาเงินมาใช้เอง พระพุทธเจ้ากลับไม่ให้ทำอย่างนั้น เพราะมันมีส่วนแห่งการเบียดเบียน และไม่มีเวลาที่จะฝึกฝนตนเองในการเป็นแบบอย่างในความเป็นผู้ที่ไม่สะสมหอบหวงมาเป็นของตนเอง และการทำให้แก่คนอื่นได้อย่างเต็มที่ เงินจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับสมณะได้พูดให้โยมเข้าใจ เงินที่บริจาคมามากเช่นนั้น จึงให้โยมเอาเป็นกองทุนในการเสริมสร้างสุขภาพให้ชาวบ้านต่อไป

ช่วงเย็นกำลังหาที่พักพอดีได้มาพบที่ทำการ อบต.ถามชาวบ้านว่าสามารถพักได้หรือไม่ โยมบอกว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแล โยมได้อาสาจะติดต่อผู้ใหญ่บ้านให้ สักพักผู้ใหญ่บ้านก็มา ถ้าจะพักจริงๆก็สามารถพักได้ แต่ถ้าดีกว่านี้คือพักที่วัด ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักผู้ใหญ่บ้านอาสาที่จะไปส่งด้วยตนเองเห็นผู้ใหญ่บ้านมีความตั้งใจอย่างนั้นจึงตกลง ผู้ใหญ่บ้านพามาถึงฝั่งแม่น้ำไม่ไกลก็จริงข้ามไปก็ถึงวัดแล้ว แต่วัดนั้นอยู่อีกฝั่งหนึ่งต้องอาศัยข้ามไปด้วยแพ เห็นแล้วอาตมารู้สึกว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอยู่ฝั่งตรงข้ามน้ำก็ไหลแรงและรู้สึกว่าชาวบ้านไม่ได้ใช้มานานแล้ว รู้สึกว่าผู้ใหญ่บ้านมีความมุ่งมั่นที่จะไปส่งให้ได้ โดยการตัดสินใจถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงในตัวเดียว ถ้ามีเสื้อผ้าคงจะว่ายไม่ออก ผู้ใหญ่ว่ายตัดกระแสน้ำจนไปถึงฝั่งโน้นจนได้แล้วเดินหาไม้ถ่อที่ต้องยาวพอสมครหาได้แล้วก็พยายามถ่อข้ามมา ซึ่งมีสายรวดสลิงเชื่อมอยู่ ผู้ใหญ่ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะช่วงกลางแม่น้ำนั้นกระแสน้ำแรงมาก ถ้าไม่มุ่งมั่นจริงๆต้องยอมแพ้แน่ ความพยายามของผู้ใหญ่สามารถข้ามมาจนได้ ที่นี้ต้องรับอาตมาและท่านบินก้าวให้ข้ามกลับไปอีก ต้องลำบากมากกว่าเก่า แต่ผู้ใหญ่ก็ยืนยันที่จะไปส่งให้ได้ น้ำใจล้นเหลือจริงๆที่สุดผู้ใหญ่ก็พาข้ามไปถึงฝั่งโน้นจนได้ แล้วก็ต้องกลับไปอีก อาตมาเห็นผู้ใหญ่เหนื่อยไม่น้อยเลย ถ้าเมืองไทยได้ผู้ใหญ่ที่มีใจที่เสียสละอย่างนี้ ประเทศชาติคงจะโชติช่วงชัชวาลย์แน่ แต่บ้านเมืองเป็นอย่างที่เห็น ส่วนมากจะเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวและบริวารของตัวมากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม เราจากผู้ใหญ่มาด้วยดี ความซาบซึ้งใจอันหาประมาณมิได้ ผู้ใหญ่เป็นพลังที่ทำให้ต้องเสียสละ เพื่อมวลมนุษย์ชาติต่อไป

September 9, 2007

บันทึก ๑๐ ส.ค ๕๐


“หัวหน้าวงลิเกป่าผู้อารีย์”

อาตมาเคยเดินที่ภาคอื่นๆ นั้นส่วนมากอุปสรรคก็ คือความร้อนเพราะเราเดินไม่ได้ใส่รองเท้า ยิ่งทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าโลกร้อนมากขึ้น เมื่อปีก่อนๆที่เคยเดินนั้นพักเที่ยงจนถึงบ่ายสองก็สามารถออกเดินได้ แต่ทุกวันนี้จนถึงบ่ายสองโมงก็ยังร้อนมาก ประมาณบ่ายสามหรือบางวันก็ถึงบ่ายสี่ จึงสามารถออกเดินได้ ไม่ใช่ใครอื่นที่ทำให้โลกร้อนเกิดจากเงื้อมมือของมนุษย์ที่เห็นความสบายส่วนตัวนี่เอง ซึ่งมันกำลังเป็นวิบากกรรมที่ย้อนกลับมาลงโทษมนุษย์ดังที่เราได้เห็นถึงความแปรปรวนของธรรมชาติ ส่วนการมาเดินทางใต้อุปสรรคส่วนมากนั้นกลายมาเป็นฝน ซึ่งตกเกือบทุกวัน วันเดียวบางทีก็ตกหลายครั้งในส่วนที่ดีนั้นคือ ทำให้ถนนไม่ร้อน ทำให้เท้าสบาย แต่การเปียกฝนนานๆ ก็ทำให้ไม่สบายได้ จึงคิดหาหลายวิธีเพื่อที่จะไปได้ อุปสรรคนั้นได้ช่วยทำให้เราเกิดปัญญาและทำให้เราต้องเข้มแข็งมากขึ้นช่วงที่เดินอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ วันนั้นฝนตกหนักและยาวนานมาก อาตมาได้อาศัยเพลิงริมทางหลบฝนจนใกล้จะคํ่าแล้วฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย พอดีมีโยมผู้ชายรู้ภายหลังว่าเป็นหัวหน้าวงลิเกป่า ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน บ้านที่ให้พักนั้นปกติเป็นที่พักของลูกสาวและหลานสาว ลูกและหลานได้เสียสละยกบ้านให้ โดยย้ายไปนอนกับญาติ ตอนเช้าได้ทำบุญเลี้ยงภัตราหารอีกด้วย การได้สัมผัสนํ้าใจของชาวบ้านนี้ถือว่าเป็นแรงใจรายทาง ที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิต อย่างผู้ไม่มีได้อย่างเชื่อมั่น

บันทึก ๙ ส.ค ๕๐





"จตุคามรามไปทั่ว"


การเดินลงใต้ครั้งนี้ สิ่งที่ได้เห็นและสิ่งที่ได้ฟังมากก็คือเรื่อง องค์จตุคามรามเทพ ป้ายริมถนนเป็นอันมาก เสียงจากรถโฆษณาบอกให้รีบไปจององค์จตุคาม แม้แต่ทางวิทยุก็เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการโฆษณาที่หลากหลายและมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันบอกอะไรกับสังคมบ้าง เป็นสิ่งที่บอกว่าคนไทยกำลังขาดที่พึ่ง จึงได้พยายามแสวงหาที่พึ่ง และเป็นการแสวงหาที่พึ่งที่ออกนอกขอบเขตของพุทธไปแล้ว ไปพึ่งทางพรามหมณ์เป็นการพึ่งสิ่งที่อยู่นอกตัวนอกตนมาตอบสนองให้ได้ร่ำรวย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นในการพึ่งตนเองเป็นการพึ่งกรรมของตนเอง สิ่งนอกตัวนั้นไม่สามารถช่วยเราได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงพุทธศาสนาก็คือ ผู้ที่เป็นพระที่ต้องทำหน้าที่ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้กับชาวพุทธกลับเป็นผู้มาจัดทำจตุคามเสียเอง เป็นการพาญาติโยมไปสู่ความงมงายมากขึ้น ตัวของพระเองก็เสื่อมด้วย อาชีพของพระกลายเป็นพุทธพานิชย์หากินกับความงมงายของชาวบ้าน เงิน พระศาสดาก็ตรัสว่าเป็นอสรพิษที่จะทำร้ายตนเองและทำลายพระศาสนา เมื่อชาวพุทธไม่ได้ปฎิบัติตัวให้เป็นชาวพุทธที่จริง การพยายามที่จะให้บรรจุพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ จึงเป็นสิ่งที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่ง การปฎิบัติให้ถูกในคำสอนมันก็เป็นอยู่แล้ว โดยไม่ตอ้งมีการบรรญัติเข้าไปในรัฐธรรมนูญเลย

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐



"ธรรมจาริกจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรัง"

การเดินคือยาวิเศษ ในพรรษานี้อาตมาได้ลงอารามที่ทักษิณอโศกจังหวัดตรังในความตั้งใจ ๑ ปี เป็นอย่างน้อยที่จะไม่ขึ้นรถ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตอนาคาริกตามแบบอย่างที่พระศาสดาได้ดำเนินมาแล้วในสมัยพุทธกาล ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตามมันยังเป็นสิ่งที่น่าท้าทาย ที่น่าพิสูจน์ว่ายังเป็นสิ่งที่ยังสามารถที่จะเป็นไปได้หรือไม่ ตั้งแต่หลังงานมหาปวารณาที่ปฐมอโศกอาตมาได้เดินขึ้นไปร่วมงานปีใหม่ที่อุบลและเดินต่อไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่จังหวัดนครสวรรค์และเดินกลับมาร่วมงานปลุกเสกที่จังหวัดศรีสะเกษ ละเดินจากกรุงเทพฯมุ่งสู่จังหวัดตรังถือว่าเป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เดินมาทางใต้
ก่อนเดินไม่มีความมั่นใจเท่าใดนักเพราะมีคนท้วงว่าไม่ควรเดินไปซึ่งเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย แต่เมื่อเดินลงไปเรื่อยๆได้สัมผัสกับมิตรภาพและความมีน้ำใจของคนทางใต้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆในการเดินลงใต้ครั้งนี้อาตมารู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นเพราะมีเพื่อนสมณะคือท่านบินก้าวมีน้ำใจอาสาที่จะเดินไปส่งเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ ที่สุดท้ายได้เดินมาส่งจนถึงจังหวัดตรังด้วยระยะทางร่วม ๙๐๐ กม. ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านเกือบจะมาไม่ถึงเหมือนกันเพราะตลอดเส้นทางต้องเจอฝนตลอด ฝนทางใต้ยามจะตกก็ตกทันทีจนตั้งตัวไม่ทัน จึงต้องเดินตากฝนทำให้ท่านเป็นไข้ไม่สบายจนต้องขอยอมแพ้เตรียมตัวที่จะนั่งรถกลับไปแล้ว ก่อนที่รถจะมาจอดร่างกายของท่าได้สร้างภูมิต้านทานจนทำให้ไข้นั้นหายไป จึงทำให้มีกำลังใจที่จะเดินต่อมาได้จนถึงจุดหมายปลายทาง ท่านเห็นประโยชน์ในการเดินมากเพราะก่อนหน้านี้ท่านเริ่มมีอาการโรคหัวใจ เป็นเพราะการทุ่มเททำงานหนักเวลาพักผ่อนมีน้อยแต่จากการที่ได้มาเดินซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ไม่มีเรื่องต้องคิดมากและมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้ท่านแข็งแรงมากขึ้นอาการโรคหัวใจได้หายไปเห็นได้ชัดเจนว่าการเดินนั้นเป็นยาวิเศษทั้งเป็นการป้องกันและรักษาโรคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียเงินค่าหมอค่ายาเลยเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากที่คนส่วนมากในทุกวันนี้เดินกันน้อยมาก บางคนแทบจะไม่ได้เดินกันเลยเพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมาก คนไปยินดีในความสบายจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ โรคต่างๆ ก็เข้ามาเป็นเจ้าเรือนการไปกินยาที่รักษานั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ โรคสมัยใหม่เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดัน เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุลย์กันทั้งนั้น การรักษาที่ต้นเหตุนั้นคือ การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตใหม่ให้มีความสมดุลย์ในการใช้แรงกายและสมองให้ชีวิตได้มาสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่อาตมาเห็นความสำคัญคือ แสงแดด ซึ่งเป็นยาวิเศษที่ธรรมชาติให้มาฟรี คนทางตะวันตกไม่ค่อยได้เจอแสงแดดเขาจึงเห็นคุณค่า มาเห็นแสงแดดที่เมืองไทยบางคนนอนอาบแดดทั้งวัน ตรงข้ามกับคนไทยที่เป็นโรคกลัวแดดพยายามที่จะไม่ให้ถูกแดด ออกแดดก็ต้องมีร่มกันแดด บางคนเป็นเดือนๆไม่ได้ถูกแดดเลย พืชที่แข็งแรงเจริญเติบโตได้ก็ด้วยแสงแดด เรานั้นก็ไม่ต่างจากพืช
วิถีแห่งการเดินธุดงค์ได้มีโอกาสเดินอาบแดดทุกวัน เหงื่อท่วมตัวทุกวันรู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าแข็งแรงและระบบการหมุนเวียนดีมาก เดินมาทางใต้อาตมาก็โดนฝนเหมือนกัน แต่อาตมาเดินติดต่อกันมาหลายเดือนแล้วอาตมาจึงไม่เป็นอะไร อาตมาจึงอยากจะขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายได้เอาใจใส่ในการปรับชีวิตให้สมดุลย์สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อความมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับความแข็งแรงไม่มีโรด้วย
ในช่วงที่อาตมาเดินมาถึงจังหวัดประจวบฯ ได้พักที่วิทยาลัยเทคนิคฯ มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้ทำอาหารเจมาถวายอาตมาได้สนทนาด้วยจึงรู้ว่าท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง ถึงขั้นที่ว่ามันได้ลามไปทั่วแล้ว อาตมาได้แนะนำวิธีในการดูแลตนเองเพื่อการเอาชนะโรค เป็นเรื่องที่อาตมารู้สึกแปลกใจมากที่อาจารย์ตอบว่าไม่มีเวลาที่จะมาดูแลตนเองเพราะต้องวุ่นอยู่กับกิจกรรมนักศึกษา อาจารย์ก็รู้ว่าการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหารของมะเร็งร้ายแต่อาจารย์ก็เลิกไม่ได้ ทั้งๆที่ความตายนั้นมันกำลังคืบคานมาใกล้มากแล้ว นี้แหละการที่ไม่เคยได้ฝึกจิตใจในการเลิกละแม้ความตายจะมาเยือนก็ปล่อยไปตามยถากรรม จึงเห็นได้ว่าการปฎิบัติธรรมในการลดละกิเลสนั้น มีความสำคัญมากซึ่งจะมีผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ฝึกการเลิกละวันละนิดชีวิตจะยืนยาว

February 22, 2007

บันทึก ๒๑ ก.พ. ๕๐

วันนี้ได้เห็นสัจธรรมของความหิวว่ามันเป็นความไม่เที่ยง เมื่อวานนี้รู้สึกหิวและอ่อนล้าเพราะความพร่องในอาหาร แต่ร่างกายต้องใช้พลังงานมากจากการเดิน เมื่อได้นอนพักในคืนนี้ ตื่นเช้ามาความหิวหายไป กำลังได้กลับคืนมาอีก นี่เป็นความวิเศษของร่างกาย เมื่อขาดพร่องก็จะดึงพลังที่สะสมออกมาใช้ นึกถึงตอนที่อาตมาเคยบำเพ็ญอดอาหาร ๗ วัน วันแรกๆกลับรู้สึกหิวและอ่อนเพลียมากกว่าวันหลังๆ วันนี้ญาติธรรมที่ชัยภูมิ ๓ คน ได้มาทำบุญถวายอาหารระหว่างทาง สาธุ. การเดินในช่วงเย็นมีเทวดามาทดสอบใจ มีโยมจะมารับให้ขึ้นรถ อาตมาปฏิเสธไปแล้ว สักพักหนึ่งได้ย้อนกลับมาอีก บอกให้อาตมาขึ้นมานั่งบนรถสักหน่อย มีเรื่องที่จะซักถาม พออาตมาขึ้นไปนั่งบนรถแล้วก็ทำท่าว่าจะขับรถออกไป โยมตั้งใจว่าจะขับไปคุยไปด้วย อาตมาจึงบอกว่าไม่ได้ ได้ตั้งสัจจะเอาไว้แล้ว กรณีการขึ้นรถคือต้องอาพาตหนักจริงๆ โยมก็เลยไม่ได้ขับออกไป ก่อนจากกันควักเงินมาให้อีก ๓๐๐ บาท ต้องอนุโมทนาแล้วส่งคืนไป เพราะการรับเงินนั้นผิดพระธรรมวินัย .... เดินมาถึงชัยภูมิแล้ว แต่สวนภูมิชัยที่ตั้งใจไปพักนั้นต้องเดินต่อไปอีก ๕ กิโล ในภาวะที่จะมืดแล้วและล้าแล้วจึงต้องปรับใจใหม่ ให้ใจมาอยู่กับปัจจุบัน แล้วค่อยๆเดินไป ทุ่มกว่าจึงได้ไปถึง โยมได้เอาน้ำเย็นๆให้มาแช่เท้าดับความร้อน สาธุ.

บันทึก ๒๐ ก.พ ๕๐

วันนี้เป็นวันแรกที่รู้สึกหิว หมดแรงอ่อนล้าในการเดิน มีอาการตอนออกเดินช่วงบ่าย เป็นเพราะฉันอาหารน้อย ได้ฉันข้าวเหนียวเปล่า ๒ ถุงเล็กๆ ขนมอีกเล็กน้อยและนมกล่องยังเหลือขนมพอประมาณ เพราะฉันมากไม่ได้ บิณฑบาตในตัวเมืองมักจะได้ขนมเยอะได้ข้าวน้อย รู้สึกว่าบิณฑบาตตามบ้านนอกจะดีกว่า ก็ดีเหมือนกันได้เรียนรู้เวทนาคือความหิว เท้าเดินไปได้ก็ด้วยอาหารจริงๆ หมดอาหารก็หมดแรง ซึ่งบวกกับอากาศที่ร้อนมากด้วย ทำให้เสียเหงื่อไปมากจึงทำให้อ่อนเพลีย ทำให้คิดถึงและเห็นใจคนจนที่ต้องกินอย่างอดๆอยากๆ พระพุทธเจ้าให้สมณะได้เรียนรู้และต้องอดทนต่อความหิวความกระหายให้ได้ โดยการกำหนดไม่ให้สมณะสะสม เก็บอาหารค้างคืนไม่ได้ ซึ่งโยมที่ถวายก็มันเผื่อไว้สะสมเอาไว้ด้วย เลยไม่ได้ฝึกความอดทน ช่วงบ่ายจึงเดินได้หน่อยเดียวเพราะหมดแรงเดิน พยายามฝืนเดินจนไปถึงที่พักต้างคือวัดกันบง ได้นั่งสนทนากับเจ้าอาวาสอย่างเป็นกันเอง

February 21, 2007

บันทึก ๑๙ ก.พ. ๕๐

เมื่อคืนนี้ที่มีพระรูปหนึ่งจะขอร่วมธุดงภ์ไปกับอาตมาด้วย ได้ไปขอลาเจ้าอาวาสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาตมาได้บอกปฏิปทาของสมณะเรา อยู่ๆท่านก็เปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน บอกว่าจะกลับไปวัดเก่าของท่าน ก็ไม่ทราบเหตุปัจจัยมาจากอะไร เช้าอาตมาออกบิณฑบาตแล้วเลยไปฉันที่บ้านของครูแดงและครูขวัญที่บอกนิมนต์ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ก่อนฉันจึงได้แสดงธรรมซึ่งมีครู ๓ คนร่วมฟัง คุณครูทั้ง ๒ ท่านนี้มีใจใฝ่ธรรม อายุ ๔๐ และ ๕๐ แต่ก็ยังตั้งตนเป็นคนโสดอยู่ สาธุ. อาตมาแนะนำให้ถือศีล ๘ และกินมังสวิรัติในวันพระก่อน ช่วงก่อนเที่ยงอาตมากำลังเดินอยู่ มีหญิงคนหนึ่งถีบจักรยานตามมา เอานมมาถวาย รู้ว่าอาตมาไม่ฉันนมแต่ต้องการดื่มน้ำ ได้ถีบจักรยานกลับไปเอาน้ำมาถวายอีก เธอได้เล่าความเจ็บปวดให้ฟัง เธอแต่งงานแล้วมีลูก ๒ คน ในช่วงที่เธอไปทำงานที่ไต้หวัน ๓ ปี หาเงินเพื่อครอบครัว เธอกลับถูกสามีที่เคยไว้ใจหักหลังไปมีหญิงอื่น เธอต้องเสียเงินค่าโง่ไปอีกหลายแสน เธอพูดไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่เธอได้พยายามให้อภัย คิดเสียว่าเป็นวิบากที่เคยทำกับเขามาก่อน นี่เป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่จะไปขุดทองในต่างประเทศเพื่อต้องการเงิน แต่ผัวเมียไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน คุ้มไม่คุ้มเป็นสิ่งที่น่าคิด ไม่ต้องมีเงินมากแต่มีความรัก มีความเข้าใจกันนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า
ช่วงเย็นโชเฟอร์รถสองแถวมาอบุญโดยการให้อาตมาขึ้นรถ อาตมาได้อนุโมทนาแล้วบอกว่าได้ตั้งสัจจะไว้แล้ว ในกรณีที่ขึ้รถต้องป่วยหนักจริงๆเท่านั้น จากนั้นโยมก็เอาเงินมาให้อีก อาตมารับแล้วส่งคืนไป โยมถึงกับก้มลงกราบที่พื้นดิน สังเกตเห็นน้ำตาคลอเบ้า วันนี้ได้มาพักที่วังเสมาซึ่งเหลืออีก ๓ กิโลก็จะถึง อ.จัตุรัส ก็หมดไปอีกหนึ่งวันแล้วอย่างรวดเร็ว

February 19, 2007

บันทึก ๑๘ ก.พ. ๕๐

เช้านี้อาตมาได้ร่วมบิณฑบาตกับพระวัดภิรมย์ยาวาส บิณฑบาตเสร็จแล้วก็เลยไปเลย ไม่ได้กลับมาฉัน เป็นการลองประสบการณ์ใหม่ดู ได้เลยไปฉันที่โรงเรียนเริงรมย์วิทยา ช่วงเที่ยงอาตมามาพักที่โรงเรียน มีคนโจ้งกำนันว่ามีพระไม่โกนคิ้วมาพักที่วัด กำนันหน้าตาขึงขังบอกว่าพักไม่ได้แม้แต่พระเจ้า โรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆนี้ก็ถูกเผามาแล้ว เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ อาตมาพยายามพูดดีๆให้ตรวจใบสุทธิพร้อม ท่าทีของกำนันจึงอ่อนลง แต่ก็ให้ไปพักที่โคนไม้ อย่าอยู่ใกล้อาคารเรียน อาตมาก็น้อยปฎิบัติตาม สักพักหนึ่งรู้สึกว่าจะเป็นทหารมาบอกให้พักตามสบาย สักพักก็มีผุ้ใหญ่บ้านมาถามอีก บ้านเมืองทุกวันนี้เป็นภาวะที่ไว้ใจใครไม่ได้ คนบริสุทธิ์กับคนที่ไม่บริสุทธิ์ก็พอที่จะอ่านกันได้ ช่วงเย็นในขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่มีครูผู้หญิง ๒ คนได้เอาทั้งเงินและนมถวาย อาตมาได้ส่งคืนไปหมด โยมบอกว่าพระอย่างนี้หาได้ยาก โยมอยากจะทำบุญกับท่านจะทำอย่างไร อาตมาเห็นถึงความตั้งใจจริงๆ พอดีบ้านครูอยู่ในเมืองบำเหน็ดณรงค์ที่จะไปพักพอดี จึงรับที่จะให้โยมถวายอาหารมังสวิรัติในวันพรุ่งนี้
คืนนี้ได้มาพักที่วัดบูรณ์ ซึ่งเป็นวัดของเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งท่านก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ยังบอกอีกว่าขาดเหลืออะไรให้บอกได้เลย ให้เหมือนกับอยู่ในวัดของท่านเอง เป็นมิตรภาพที่น่าประทับใจ ช่วงพักได้มีพระลูกวัดมาสนทนาด้วย ท่านบอกว่ามีพระที่วัดรูปหนึ่งชอบในการปฎิบัติมาก จึงไม่เหมือนกับพระในวัด จะบอกให้มาพบเผื่อท่านจะขอร่วมเดินไปด้วย ก็เป็นจริงๆ ท่านมาขอร่วมเดินไปด้วยทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลย ถ้าเป็นไปตามที่ท่านตั้งใจ อาตมาก็จะมีเพื่อนเดินอีก ๑ รูป ก็จะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่จะได้เดินกับพระผ้าเหลือง สีเหลืองกับสีกรักมาร่วมเดินด้วยกันได้ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี จะไปได้ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย อาตมายินดีที่ใครจะมาร่วมเดินด้วยเพื่อสร้างบารมี แต่จะไม่ชวนใครเพราะมันเป็นเรื่องยาก ในภาวะที่คนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ต้องมาเดินร่วมไปด้วยกัน

บันทึก ๑๗ ก.พ. ๕๐

วันนี้บิณฑบาตที่ อ.เทพสถิต แล้วแวะฉันที่โรงเรียน คุณครูใส่บาตรแล้วมานั่งสนทนาด้วย ทำให้รู้ว่าครูนั้นมีหนี้มาก เพราะได้รับเครดิตในการกู้มาก รสนิยมของครูนั้นสูงกว่ารายได้ ช่วงพักเที่ยงได้พักที่โรงเรียน เด็กนักเรียน ๕ คนมาเล่นที่โรงเรียน นักเรียนเข้ามากราบ อาตมาถือโอกาสเทศน์ให้ฟังแล้วเด็กเขาก็ไปเล่น อาตมารู้สึกแปลกใจและประทับใจ เด็กก่อนกลับได้เข้ามากราบแล้วขอพร จึงให้พรเน้นเรื่องความกตัญญูต่อบุพการี และในช่วงเดินนั้นได้ประทับใจเด็กวัยรุ่นได้เข้ามาถาม แล้วบอกว่าจะเอารถเครื่องไปส่ง อาตมาบอกไม่ได้ขึ้น ก็ยังขวนขวายไปเอาน้ำมาถวายอีก นานๆจะเห็นวัยรุ่นเขามีน้ำใจ วันนี้ได้มาขอพักค้างที่วัดภิรมย์ยาวาส อีกประมาณ ๑๙ กิโลก็จะถึง อ.บำเหน็ดนรงค์ มีหลวงตาอยู่ ๒ รูป เอื้อที่พักเป็นอย่างดี อาตมาพยายามที่จะฝึกอ่อนน้อมถ่อมตนให้มาก ไม่เอาส่วนที่เคร่งของเราไปข่มท่าน ก็สามารถเป็นมิตรภาพกันได้ พยายามสมานจุดร่วม สงวนจุดต่าง

บันทึก ๑๖ ก.พ. ๕๐

วันนี้ขอลาเจ้าอาวาสแต่เช้า พร้อมทั้งบิณฑบาตไปเรื่อยๆตามมีตามได้ เกือบจะไปไม่ได้ข้าวเสียแล้ว ได้แต่ขนมปังกล้วยแขกและปลาท่องโก๋ ประทับใจโยมที่ซื้อปลาท่องโก๋ถุงใหญ่ คงตั้งใจซื้อไปให้ครอบครัว พอเห็นอาตมาเขาจอดรถเครื่องแล้วถายให้หมดถุงเลย มีโยมใส่ข้าวตอนท้ายๆ กับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์ต้องส่งคืนไปหมด วันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ได้ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ การฉันข้าวโดยไม่มีกับ รู้สึกดี ทำให้ไม่ค่อยกระหายน้ำและทำให้ไม่ง่วงด้วย วันนี้เป็นวันหวยออก รู้สึกว่าจะมีโยมขอหวยมากเป็นพิเศษ มีโยมคนนึงนิมต์ให้นั่งดื่มน้ำ แล้วให้บอกหวยแม่นๆ ถ้าถูกแล้วขอสัญญาว่าจะเลิกเล่น อาตมาว่ามันขัดแย้งกัน คนที่ถูกหวยนั้นมันซวยตรงที่ยิ่งถูกยิ่งจะเลิกได้ยาก คนไทยติดหวยมากจริงๆอย่างน่าเป็นห่วง และมันได้ระบาดเข้ามาที่วัดแล้ว ในช่วงที่อาตมาพักอยู่ที่วัด พอถึงเวลาประกาศเลขที่ออก หลวงพ่อก็ไปปิดทีวี เปิดวิทยุแทน เพื่อฟังเลขที่ออก แม่ชีที่นั่งอยู่ไม่ห่างนักก็บอกว่าให้เปิดดังๆ ผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นกันเสียอย่างนี้แล้วสังคมจะพึ่งใคร วันนี้อาตมาเดินเข้าสู่ประตูอีสานแล้ว ป้ายตัวใหญ่เขียนยินดีต้อนรับเข้าสู่ประตูอีสาน ได้มาพักค้างที่วัดเจ้าคณะอำเภอเทพสถิต อุปฐากเจ้าคณะอำเภอให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เลือกกุฎิที่สงบให้พัก เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ

บันทึก ๑๕ ก.พ. ๕๐

วันนี้บิณฑบาตแล้วแวะฉันที่บ้านแม่เฒ่าซึ่งอยู่กับลูกสาวที่เป็นใบ้ โยมบอกว่ามีลูกทั้งหมด ๑๔ คน ซึ่งก็ได้แยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด คนที่คิดว่าการมีลูกเพื่อจะหวังพึ่งในช่วงปลายของชีวิตนั้น... เจ้าตัวก็ไม่อยากที่จะไปอยู่กับลูก กลัวจะเป็นภาระของลูก อยู่ที่บ้านตนเองสบายใจกว่า คุยไปคุยมาโยมบอกว่าเจ้าอาวาสที่อาตมาไปขอท่านพัก ท่านฉันอาหารมังสวิรัติ มามาจากวัดเขาสมโภชน์ ซึ่งเป็นวัดแรกที่อาตมาได้มาอยู่ฉันมังสวิรัติ ตั้งแต่อาตาบวชเป็นเณรผ้าเหลือง ตอนนั้นจำได้ว่าไปฝึกอดข้าว ๗ วันในถ้ำ ทั้งๆที่อินทรีพละยังไม่ถึง ตบะเลยแตก แต่ก็ได้พื้นฐานมังสวิรัติที่นี่ก่อนที่จะพบอโศก ถ้ารู้ตั้งแต่แรกคงจะไปร่วมฉันที่วัดกับท่านแล้ว สักพักก็มีโยมที่ทำอาหารมังสวิรัติที่จะไปถวายเจ้าอาวาสผ่านมาพอดี โยมจึงเรียกเข้า รู้ว่าอาตมาก็ฉันมังฯ เหมือนกัน ก็เลยแบ่งอาหารส่วนหนึ่งมาถวายอาตมา ... โอ้ อากาศช่างร้อนจริงๆทำให้เวลาในการเดินต้องลดลง ต้องปล่อยไปตามเหตุปัจจัยก็แล้วกัน ตักตวงเอาประโยชน์ในปัจจุบัน จะถึงเมื่อไรก็ไม่ต้องไปเดือนร้อน คืนนี้ได้มาพักที่วัดศิริมงคล มีพระอยู๋ ๓ รูป เจ้าอาวาสพิการเดินไม่ได้ แต่ก็ใจดีบอกรองฯจัดหาที่พักให้เป็นอย่างดี สาธุ.

บันทึก ๑๔ ก.พ.๕๐

ช่วงนี้รู้สึกว่าอากาศจะร้อนมาก ทั้งๆที่เพิ่งหมดหนาวไปไม่กี่วันนี้เอง แต่ก่อนช่วงบ่ายสองโมงก็ออกเดินกันได้แล้ว แต่ตอนนี้ต้องออกเดิน ๓โมง บางทีก็ ๓ โมงครึ่ง แสดงว่าโลกร้อนเพิ่มขึ้นจริงๆ เพราะมนุษย์นับวันก็ยิ่งจะสร้างเหตุปัจจัยให้โลกร้อนยิ่งขึ้น น้ำมันแพงขึ้น แต่คนก็ยิ่งจะเพิ่มการใช้รถมากเพิ่มขึ้น เดินดูภูเขาหัวโล้นกันทั้งนั้นเลย เขาว่ากันว่าอีก ๕ปี ธรรมชาติจะลงโทษมนุษย์อย่างสาหัส คลื่นยักษ์จะสูงถึง ๓๐๐ เมตร โลกจะมืด ๕วัน จะเหลือคนเพียง ๑ ใน ๔ เท่านั้น ความเลวร้ายต่างๆล้วนเกิดจากฝีมือของคนทั้งนั้น ถ้าคนดีธรรมก็ดี
วันนี้ตลอดการเดินทางก็จะมีเจ้าหมามาทดสอบกรรมฐานเป็นระยะๆ อาตมาฝึกปรับใจได้ดีขึ้น คิดว่าถ้ามันจะมากัดจริงๆมันก็คงเป็นวิบากของเราที่เคยทำกับมันมาก่อน จะได้ใช้หนี้กรรมไป อาตมาไม่เคยทำวิบากกับหมา ไม่เคยฆ่าและไม่เคยกิน วันนี้หมามันก็วิ่งเข้ามาประชิดตัว ความจริงมันเข้ามาเพื่อขอดมเท่านั้นแต่เรากลัวไปเองว่ามันจะมากัด ตอนนี้พยายามที่จะนิ่งให้ได้มากที่สุดทั้งกายและใจ ถ้าจิตเรานิ่งหมามันก็ไม่กล้าเหมือนกัน ส่วนอาการเสียดสีที่ขาหนีบดีขึ้นมากแล้ว สังเกตดูมันจะเป็นในวันต้นๆ ในการเดินทาง คืนนี้ได้มาพักที่วัดเกาะรัง ก่อนจะถึง อ. ชัยบาดาลอีก ๑๐ กว่ากิโล วันนี้พยายามตัดความกังวลที่จะต้องไปให้ทันงานเกษตรแห่งชาติที่ ม.อุบลฯ ใจที่เร่งรีบนั้นไม่ถูกต้อง เราเดินเพื่อให้เป็นอิสระจากความเร่งรีบ จิตสงบเรียนรู้เหตุปัจจัยที่จะเกิดในปัจจุบันดีกว่า จะถึงเมื่อไรก็ชั่วหัวเผือกหัวมัน

บันทึก ๑๓ ก.พ. ๕๐

วันนี้ยังคงเลี้ยงชีพด้วยปลีแข็งเป็นอาหารบิณฑบาต ได้ฉันข้าวกับน้ำซอสก็ถือว่าดีแล้วในกาละอย่างนี้ เราไม่ฉันเพื่อประดับตกแต่ง ง่ายต่อการอนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ ก็ต้องย้ำให้แก่ตนเองเสมอ วันนี้ได้พบปลาช่อนน้อย กำลังดิ้นเพื่อเอาชีวิตรอด อาตมาได้ช่วยชีวิจเอาไปปล่อยในน้ำซึ่งอยู่ตั้งไกล เขาดิ้นมาอยู่กลางถนนได้อย่างไร อาตมารู้สึกตำหนิตัวเองในการช่วยครั้งนี้ ด้วยความไม่อยากให้มือต้องเหม็นคาวก็เลยใช้เท้าเขี่ยให้ออกมาจากถนนก่อน แล้วจึงเขี่ยเข้าถุง การเขี่ยอยางนี้มันคงทำให้มันเจ็บเหมือนกัน ขอโทษด้วนนะเจ้าช่อนน้อย ถ้าคนอื่นมาเจอเจ้าอาจจะได้ไปอยู่ในหม้อแกงแล้ว เห็นใจตนเองว่าไม่มีใจที่จะคิดเบียดเบียนสัตว์ มีแต่จิตคิดช่วยเหลือเกื้อกูล ธรรมะสามารถเปลี่ยนใจคนได้จริงหนอ รู้สึกว่าใจเรายังสอบไม่ผ่าน ใจยังหวั่นไหวในภาวะที่หมามันวิ่งข้ามาจู่โจม วันนี้หลายตัวมันจู่โจมเข้ามาพร้อมๆกัน เรียกว่า หมาหมาจริงเลย ดีที่มันไม่กัด เพียงแต่ขู่เท่านั้น หมาข้างถนนมันจะขู่แสดงความเป็นใหญ่ ถ้ามันกัดจริงๆเข้าของมักจะมัดเอาไว้ ฟังเสียงเห่าก็พอจะรู้ว่ามันจะกัดหรือไม่ แต่พอมันวิ่งเข้ามาใกล้ๆก็อดที่จะขนลุกไม่ได้ เป็นโจทย์ที่จะต้องพยายามสอบให้ผ่านให้ได้ มารูปเดียวเช่นนี้มันเข้มข้นดีจริงๆ อาการแสบร้อนที่ขาหนีบซึ่งเกิดจากการเสียดสีวันนี้ดีขึ้น มันจะเป็นเฉพาะในการเดินช่วงบ่ายที่ร้อนทำให้เหนียวเหนอะ จึงแก้โดยการสรงน้ำในช่วงพักเที่ยงพอช่วยได้ วันนี้มาออกอาการในชั่วโมงสุดท้าย ก่อนจะถึงที่ต้องพยายามเดินถ่างขาเหมือนเป็ดเลย ค่ำนี้ได้มาพักทีวัดรักไทย มีพระอยู่เพียงรูปเดียว ท่านให้การต้อนรับดีมาก

บันทึก ๑๒ ก.พ. ๕๐

วันนี้อาตมาได้ร่วมฉันอาหารกับพระที่วัดสันติธรรม เพราะเห็นท่านเจ้าอาวาสมีอัธยาศัยดี วันนี้จึงได้ฉันข้าวกับผักดอง การเดินในวันนี้สองฝากถนนเต็มไปด้วยไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา อาตมารู้สึกสลดใจในการตัดอ้อย เดี๋ยวนี้ก่อนจะตัดอ้อยเขาจะจุดไฟเผาเสียก่อน เหตุผลคือเพื่อความสะดวกในการตัด นี่เป็นความคิดที่จะเอาแต่ได้โดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา สัตว์ต่างๆทั้งมดทั้งแมลงกี่หมื่นกี่แสนที่ต้องตายในกองไฟ จุลินทรีย์ที่ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต้องตายไปนับไม่ถ้วน และยังส่งผลให้บรรยากาศของโลกร้อนเพิ่มขึ้นสักเท่าใด ความเห็นแก่ตัวนั้นทำให้มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป สุดท้ายแล้ววิบากกรรมที่เขาทำนั้นมันก็จะย้อนกลับมาหาตนเองแน่นอน ถ้าทำเช่นนี้กันต่อไปปีแล้วปีเล่า อีกไม่นานก็จะเป็นทะเลทรายอย่างแน่นอน เดินไปต้องปลงไป การเดินช่วงบ่าย ขาอาตมาเกิดปัญหาอีกแล้ว ที่ขาหนีบเกิดการเสียดสีกัน เพราะอากาศที่ร้อนและเนื้อมากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบเป็นผื่นแดง ก้าวไปแต่ละก้าวจึงเกิดความแสบร้อน พยายามแก้ด้วยการเอาอังสะไปพันขาข้างนึง เพื่อไม่ให้เนื้อกับเนื้อเสียดสีกัน ไม่ได้ผล เดินไปหน่อยผ้าก็หลุด มีทางเดียวต้องหยุดพัก เข้าไปขอพักที่วัดเจ้าอาวาสกลับปฎิเสธไม่ให้พักเสียอีก อ้างว่ากำลังมีงานศพ ท่านถามว่านุ่งห่มแบบนี้อยู่สำนักอะไร อาตมาก็ตอบไปตรงๆว่า "สันติอโศก" ก็ไม่ว่ากัน เป็นอย่างดีที่ได้ฝึกวางใจอีกแล้ว ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนก็สอบผ่าน ไม่ให้พักแต่ขอสรงน้ำ กำจัดความเหนียวเหนอะ แต่ก็ยังช่วยไม่ได้มาขอพักที่โรงเรียนดีกว่า เข้าไปไม่พบใครซักคน สักพักนึงภารโรงก็เข้ามาหาพร้อมน้ำดื่มหนึ่งขวด ยินดีให้พัก ภารโรงเล่าให้ฟังว่ามีทั้งตำรวจ ทหาร และภารโรงต้องมาเวรยามกันทั้งคืน หลังจากเกิดเหตุโรงเรียนถูกเผาหลายแห่ง ภารโรงบอกว่าได้นอนเพียงวันละ ๒ชั่วโมง มา ๕เดือนแล้ว ศีลธรรมตกต่ำอะไรๆจึงมีแต่แย่ลงไปเรื่อยๆ ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ

บันทึก ๑๑ ก.พ. ๕๐

วันนี้บิณฑบาตแล้วแวะวฉันบ้านเจ้าของไร่อ้อย ช่วงฉํนมีโยมมานั่งสนทนาด้วย ๔-๕ คน ซึ่งเป็นคนงานตัดอ้อย ฟังเรื่องราวที่โยมเล่าให้ฟังแล้ว แต่ละคนต้องเผชิญกับทุกข์หนักๆทั้งนั้นเลย แต่ละคนหนี้มากๆกันทั้งนั้น รายได้ที่เกิดจากการตัดอ้อยไม่มีโอกาสที่จะใช้หนี้ได้หมดเลย ต้องทำงานหนักทุกวัน ต้องเป็นทาสไปจนวันตาย โยมอีกคนหนึ่งยังถูกช้ำเติม มีลูกที่พิการทางสมอง แล้วลูกคนนี้มันชอบวิ่งไปหารถที่กำลังวิ่งอยู่ เมื่อวานเกือบจะถูกรถชน ผู้เป็นแม่ต้องคอยวิ่งตามจับ ไม่เป็นอันทำมาหากิน การมีลูกนั้นจึงเป็นการเสี่ยงมาก สิ่งที่พอเป็นความหวังของชาวบ้านตอนนี้ก็คือหวย ที่เข้ามาหาพระส่วนใหญ่ต้องการได้เลขหวยจากพระ จึงเป็นช่องทางที่พระบางรูปได้รวยเพระการบอกหวย หากบอกธรรมะที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ชาวบ้านกลับไม่สนใจ ที่เดินผ่านมาบางคนคาดคั้นที่จะให้บอกให้ได้ ถ้าไม่บอกก็จะไม่ไป จะขอนั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้ นี่แหละหนอคือยุคเสื่อม ยิ่งแก้ก็ยิ่งติดหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งชัดเจนในคำสอนของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น อากาศเริ่มร้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว เดินถึงโมงก็ต้องรีบมองหาที่พักแล้ว วันนี้ได้มาพักค้างคืนที่วัดสันติธรรม ต.หนองมะค่า อยู่ในเขตจ. เพชรบูรณ์ เจ้าอาวาสใจดี มาจัดแจงที่พักด้วยตัวท่านเอง

บันทึก ๑๐ ก.พ. ๕๐

๑๐ ก.พ. ๕๐ งานพุทธาภิเษกซึ่งเป็นการเสกความเป็นพระให้เกิดมีขึ้นที่จิตใจของคน ๗วันที่แต่ละคนได้มาฝึกถือศีล๘ กินมังสวิรัติมื้อเดียว แต่ละคนก็ได้พิสูจน์ด้วยตนเอง สามารถอยู่ได้อย่างแข็งแรง เมื่อกลับไปบ้านแล้วก็เป็นการพิสูจน์ว่าคามเป็นพระจะขลังมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่บุญบารมีของแต่ละคน สำหรับอาตมาเองหลังงานพุทธาภิเษกก็ได้ออกเดินธุดงภ์ต่อตั้งแต่วันที่ ๘ ก.พ. จุดมุ่งหมายต่อไปคือการเดินไปร่วมงานเกษตรแห่งชาติที่ม. อุบลฯ และต่อไปร่วมงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธที่ "ศีรษะอโศก" เมื่อคืนนี้อาตมาได้พักค้างที่ลานบ้านของญาติธรรมประสิทธิ คุณประสิทธิได้เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองให้ฟัง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี คุณประสิทธิหลังจากได้มาปฎิบัติธรรมแล้ว๒ปี ต้องมาประสบกับเหตุการณืที่น้าเศร้าและน่าแค้นใจเป็นอย่างมาก คือพ่อแม่ถูกฆ่าตายพร้อมๆกันอย่างทารุณเพื่อเอาทรัพย์ คนที่ฆ่านั้นเป็นคนที่พ่อให้การอุปการะด้วย มันทำให้คิดขึ้นมาชั่วแวบหนึ่งว่าจะต้องฆ่าล้างโคตรให้สมแค้น การปฎิบัติธรรมะทำให้คิดขึ้นได้ว่างฆ่ามันตายแล้วก็ไม่สามารถได้ชีวิตพ่อแม่กลับคืนมาได้ มันก้ต้องฆ่ากันไปล้างกันมาอย่างไม่จบสิ้น มันคงเป็นวิบากกรรมของพ่อแม่ที่จะต้องชดใช้ตามกฎแห่งกรรม คิดได้เช่นนี้จึงอโหสิกรรมให้มันได้ คนที่ฆ่านั้นสุดท้ายมันก็ถูกฆ่าเช่นเดียวกัน และต่อมาได้เกิดการคิดที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง คือคิดอยากจะหมดหนี้ให้ไวๆ จึงได้ไปลงทุนเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มันเป็นอาชีพที่ทำให้รวยเร็ว แต่มันเป็นอาชีพที่เป็นบาป มันไม่ควรอย่างยิ่งเลย โดยเฉพาะนักปฎิบัติธรรมที่รู้บุญรู้บาปแล้ว ปรากฏว่าโรคระบาดทำให้กุ้งตายหมดเลย ทีนี้เลยหมดตัวเลย บางวันไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวกิน มันจึงทำให้เกิดความเครียดกันทั้งบ้านเลย ซึ่งส่งผลทำให้เมียและลูกชายเป็นโรคประสาทจนถึงทุกวันนี้ การเอาวิบากกรรมไปแลกกับเงินนั้นมันไม่คุ้มเลยจริงๆ ตอนนี้ซาบซึ้งแล้ว บอกอีกว่าไม่เกิน ๕ ปีจะสละไปอยู่วัด อย่าได้ประมาทเลยแม้บาปอันน้อยนิด ตอนเช้าทั้งครอบครัวได้ร่วมกันทำบุญฟังธรรม หลังฉันออกเดินต่อ ได้มาพักที่บ้านร้างแห่งหนึ่งอยู่ในเขตหนองมะค่า จ.ลพบุรี

บันทึก ๖ ก.พ. ๕๐

๖ ก.พ. ๕๐ วันนี้เป็นวันที่ ๕ ของงานพุทธาฯแล้ว คนเป็นจำนวนพันมาฝึกชีวิตสันโดษ กินอาหารมังสวิรัติวันละ ๑ มื้อ นอนติดดินใต้โคนไม้ ตื่นตั้งแต่ตีสามมาฟังธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อทวนกระแสโลกทั้งสิ้น ตลอดทั้งวันก็มีแต่เรื่องที่เป็นไปเพื่อการเลิกละ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์จริงหนอ เมื่อเช้านี้อาตมาได้สนทนากับญาติธรรมชื่อธิดา อายุ 20 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้เธอกินมังสวิรัติวันละมื้อเดียว เธอกินมาหลายปีแล้วแม้ยังไม่ได้บวช แต่เธอก็ได้เป็นพระแล้วในการปฎิบัติ แล้วเธอก็ได้เล่าให้ฟังว่าเธอเพิ่งกลับมาจากการไปอบรมที่โรงเรียนคานาอาน ประเทศเกาหลีใต้ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีบทบาทมากในการพัฒนาคุณภาพของคนเกาหลี คุณธิดาเล่าว่าเขาจะสอนให้ทำงานก่อน สอนให้เป็นผู้ที่บริการก่อน และสอนให้เป็นผู้เสียสละก่อน สอนให้มีเป้าหมายที่จะคิดช่วยเหลือผู้อื่น ไม่คิดแต่จะเอาให้แก่ตนเอง สอนในเรื่องของการพัฒนานั้นให้เริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตนเองตนเองให้ได้เสียก่อน ก็จะมีผลในการเปลี่ยนแปลงครอบครัวจนไปถึงประเทศชาติได้ และสอนอีกว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำไมได้ถ้าเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำ เขาเน้นเรื่องการออกกำลังกายมาก คนเกาหลีจึงเป็นคนที่แข็งแรง เขาวิ่งตอนเช้าทุกวันเมื่อตื่นขึ้นมาเขาสอนให้คิดว่าเราจะทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง เขาจะสอนให้เป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ถ้าคนไทยเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว ประเทศชาติก็จะเจริญมากทีเดียว ประเทศของเขามีภูเขามาก อากาศก็หนาวมาก มันทำให้คนของเขามีวิญญาณต่อสู้ เมืองไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ขี้เกียจ เป็นสิ่งที่น่าคิดไม่น้อยทีเดียว

January 29, 2007

ธรรมะธุดงค์ ตอน มนุษย์คือสาเหตุของภาวะโลกร้อน


ธรรมะธุดงค์ ตอน สาเหตุของภาวะโลกร้อน
The cause of Global Warming is around you!
โดย ท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ

วันที่ 26 มกราคม 2550


วันนี้เดินลงเขาแล้ว ในแต่ละบ้านไม่ห่างกันมากนัก อาหารบิณฑบาตก็ตามมีตามได้ ฉันข้าวกับน้ำซีอิ้ว โยมใส่ปลามาต้องคืนไป วิถีของชาวบ้านไม่ได้ทานมังสวิรัติ ก็ต้องลำบากหน่อย การตั้งตนอยู่บนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง ช่วงที่ไปเดินทีอินเดียไม่เคยมีโยมเอาเนื้อสัตว์มาใส่บาตรเลย ขนาดคนของเขา 80 เปอร์เซ็นต์ก้จะไม่ทานเนื้อสัตว์ คนไทยเราเข้าใจผิดคิดว่าอาหารมื้อสุดท้ายของพระศาสดาที่นายจุนทะ ถวายนั้นเป็นเนื้อหมู อาหารนั้นมีชื่อว่า สุกรมัธถวะ คือเห็ดชนิดหนึ่งที่หมูชอบกิน ไม่ใช่เป็นเนื้อหมู ปัจจุบันนี้ได้แก้แล้ว แต่ทำให้คนไทยเข้าใจผิดไปเสียนาน ฉันอาหารตามมีตามได้ที่อินเดียนั้นจะไม่มี เนื้อสัตว์เลย วันนี้ได้เดินสวนทางกับพระที่เดินธุดงภ์ 2 รูป ท่านเดินมาจากพิจิตร ได้ทักทายกันพอสมควร จะเห็นคนหรือพระที่เดินเท้า อาตมารู้สึกประทับใจและมีกำลังใจที่จะพึ่งขาของตนเองต่อไป คนเกือบทั้ง

โลกต้องจำนนในการต้องพึ่งรถ น้ำมันจะแพงขนาดไหนก็ต้องยอม แต่วิถีของนักบวชนั้น เราสามารถไม่จำนนได้ เพราะชีวิตได้ตัดภาระต่างๆออกไปมากแล้ว ชีวิตจึงไม่ต้องไปเร่งรีบ ค่อยๆเดินไปก็ได้ มาดำเนินชีวิตที่ เป็นตัวอย่างแห่งความไม่รีบร้อน ระบบแห่งทุกนนิยมได้ฉุดกระชากได้คนต้องรีบร้อนไปหมดแล้ว ยิ่งเร่งก็ยิ่งเข้าไปติดบ่วงที่แน่นมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตแล้วก็ต้องดิ้นไปจนวันตายโดยหาความสุขไม่พบ คืนนี้ได้มาพักที่วัดหนองแดง พระผู้เฒ่ามานั่งสนทนาอย่างเป็นกันเอง แม้ว่าจะต่างสังกัดกัน แต่ต่างก็เป็นลูกพระพุทธเจ้าเหมือนกัน

ธรรมะธุดงค์ ตอน บวชเร็วสึกเร็ว

ธรรมะธุดงค์ ตอน บวชเร็วสึกเร็ว
โดย ท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ

วันทีี่ 25 มกราคม 2550

เช้านี้อาตมาได้ร่วมฉันอาหารกับพระที่วัดบังเหย ที่วัดนี้มีพระอยู่ 14 รูป ท่านฉันในบาตร ใช้ระบบเลื่อนเหมือนกับสมณะเรา มีไก่ย่างอย่างดีมาทดสอบด้วย ก็เลือกแต่สิ่งที่เป็นมังสวิรัติตามมีตามได้ อาหารบางอย่างท่านจะตักเอาแต่น้อยก่อน เพื่อให้ทั่วถึงกัน ถ้าเหลือมากหน่อยก็เวียนอีกรอบ ที่นี่มีนาคต้องมีการปฏิบัติก่อนที่จะบวช เป็นสิ่งที่ดีมาก ศาสนาเสื่อมกันทุกวันนี้เพราะบวชกันง่ายเกินไป เป็นนาควันเดียวก็บวชแล้ว วันนี้เดินสวนทางกับพระใจเด็ดรูปหนึ่งอายุ 60กว่าปีแล้ว เดินรูปเดียว เริ่มต้นเดินจากเชียงใหม่มาตั้งแต่ออกพรรษาแล้ว จะไปให้ถึงสกลนคร เห็นแล้วประทับใจและมีกำลังใจ ถึงแม้ว่า จะหาพระที่ออกธุดงภ์ซึ่งมีน้อยเต็มที แต่ก็ยังมีอยู่ วันนี้ก็ยังเดินอยู่บนเขาอยู่ เดินเข้าเขตจังหวัดเพชรบูรณ์แล้ว อ.วิเชียรบุรี มองดูเขาแล้วน่าเศร้าใจ เพราะกลายเป็นเขาหัวโล้นสุดลูกหูลูกตาก็ด้วยฝีมือของคนนี่เอง คนนี่แหละที่เป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติเริ่มแปรปรวนไปมาก เมื่ออนุษย์ทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติก็ลงโทษมนุษย์หนักขึ้นไปเรื่อยๆ เดินรูปเดียวท่านกลางขุนเขาที่กว้างใหญ่คิดถึงหลวงพ่อดงเย็นที่พลัดหลงกัน คงจะได้ไปพบกันที่งานพุทธาภิเษก ถามใจตนเองเดินรูปเดียวเหงาไหม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเหงาและกลัวด้วย ประสบการณ์ที่ผ่านมามันทำให้เข้มแข็งที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ได้วิเคราะห์ถึงความเหงาซึ่งเกิดจากใจที่มีความผูกพันกับสิ่งใด เมื่อพรากจากสิ่งนั้นมาก็จะทำให้เกิดความเหงา คิดถึงสิ่งนั้น คนมีแฟนก็จะเหงาเมื่อห่างแฟน การแก้เหงาโดยการไปหาแฟนนั้นเป็นการแก้ที่ไม่ถูกต้อง แก้ที่ต้นเหตุนั้นก็ต้องตัดความผูกพันให้ได้ ไม่ต้องผูกพันกับสิ่งใดให้ได้ก็จะสิ้นความเหงา เป็นชีวิตที่เข้าสู่ความอิสระที่แท้จริง คืนนี้ได้มาพักทีวัดซับผุดอยู่บนเขาอากาศสดชื่นดีแท้หนอ

ธรรมะธุดงค์ ตอน นกยุงกับธรรมชาติ




ธรรมะธุดงค์ ตอน นกยุงกับธรรมชาติ
โดย ท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ
วันทีี 23 มกราคม 2550


เช้านี้อาตมาบิณฑบาตที่ อ. หนองบัวระเหว เป็นอีกวันหนึงที่ได้เลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต ถือว่าเป็นอาหารทีเลิศที่สุด และวันนี้ได้ฉันอาหารสูตรใหม่คือบะหมี่น้ำเย็น เพราะโยมถวายน้ำเย็นมาตามมี ตามได้ เจอน้ำเย็นบะหมี่เลยไม่ยอมขึ้น ประสบการณ์ได้สอนว่า ถ้าฉันหมี่แห้งๆจะไปดูดน้ำในกระเพาะมาก จะทำให้หิวน้ำปากแห้งเลย ถ้าไม่ได้น้ำร้อน น้ำธรรมดาก็ยังดี วันนี้มีรถมาจอดนิมนต์ขึ้นถึง
3 คัน ขออนุโมทนาสาธุ... ก็ยังยืนยันที่จะไม่ขึ้น ไม่มีเหตุผลที่จะต้องขึ้น งานพุทธาฯก็เชื่อมั่นว่าไปทันอยู่ หลายคนมองว่าการเดินนั้นเป็นความลำบาก บางคนถึงกับทุกแทนอาตมาก็มี อาตมามองว่าการเดินนั้นสบาย กว่าการขึ้นรถ การเดินทำให้จืตใจสงบ เดินเหงื่อออกแล้วทำให้สบายเนื้อสบายตัว กินข้าวได้และนอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรงด้วย การเดินทำให้เห็นน้ำใจของคน แล้วเกิดความประทับใจ สารเอ็นโดฟินก็จะหลั่งออกมา ประทับใจโยมที่อยู่ชัยภูมิบอกว่า ต่อไปจะพยายามเดินไปทำงาน คนทุกวันนี้มีเท้าแต่ไม่ค่อยใช้เท้ากันแล้ว จึงไม่ต่างจากคนพิการ เมื่อเรามีเท้าแต่ไม่ใช้เท้าก็จะทำให้เท้าอ่อนแรงลงไปเรื่อย ช่วงเย็นเดินมานั่งพักที่ศาลาริมทาง เห็นกระติกน้ำตั้งไว้ให้คนดื่ม เห็นแล้วเกิดความประทับใจ เป็นสื่อบอกของความเป็นผู้มีน้ำใจ พออาตมานั่งดื่มเจ้าของบ้านก็ยังเอาน้ำเย็นมาถวายเพิ่มให้อีก มันเคยเป็น ประเพณีที่ดีงามของคนไทยที่ตั้งน้ำดื่มเอาไว้หน้าบ้าน แต่ก่อนวัตถุยังไม่เจริญแต่มีความเจริญทางด้านจิตใจ ไปไหนๆก็จะใช้การเดินกันมาก ไปถึงบ้านไหนก็ขอกินขอดื่มขอนอนกันได้ คนไทยโบราณจึงพูดว่า ประเพณี ไทยแต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานก็ต้อนรับ ความมีน้ำใจเช่นนี้มันได้เหือดหายไปมากแล้ว พร้อมๆกับความเจริญทางด้านวัตถุ คิดแล้วอยากจะย้อนยุคจริงๆ คืนนี้ได้มาพักที่สำนักสงฆ์ห้วยบงวนาราม ปรากฏว่าเป็นสำนัก ร้าง ไม่มีพระอยู่เลย โยมมาสร้างไว้เสียอย่างดี ยุคนี้รู้สึกว่าคนจะไม่นิยมบวชกันแล้ว บวชกันตามประเพณี ไม่กี่วันก็สึกกันหมด บวชกันเล่นๆเหมิอนกับแสดงลิเก หาได้น้อยนักที่บวชเพราะความเบื่อหน่ายและ เห็นโทษภัยในชีวิตแห่งการครองเรือน รู้สึกว่าอาตมาจะเกิดมาผิดยุคแล้วกระมัง การเดินในช่วงนี้เป็นการเดินอยู่บนภูเขา บ้านคนมีน้อย อากาศบนภูเขาสะอาดบริสุทธิ์ดีมาก ทิวทัศน์ก็น่าชม เดินขึ้นบ้างเดินลงบ้างได้บริหารขาเป็นอย่างดี อาตมาพยายามที่จะมองเอาประโยชน์ในสิ่งที่ เกิดขึ้นให้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันขึ้นอยู่ที่ใจของเรา จึงต้องมองให้ได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น เดินในช่วงหลังฉันได้ต่อสู้กับความง่วง แสดงว่าฉันท้องตึงไปหน่อย ถ้าทำผิดรู้สึกว่าธรรมชาติจะลงโทษทันที คืนนี้ได้มาพักที่วัดเขาเหย ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่มาก เป็นสายปฏิบัติฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ให้มีวิทยุโทรทัศน์ บรรยากาศจึงเงียบสงบดีมาก อาจมาได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งร้อง เสียงนี้เคยได้ยินที่อินเดีย คือเสียงนกยูงนั่นเอง นกยูงที่อินเดียวเขาจะอยู่อย่างธรรมชาติ ไม่มีคนทำร้ายมัน มันเป็นสัตว์ประจำชาติของอินเดียด้วย ที่วัดนี้รู้สึกว่าเขาจะไม่ให้ผู้หญิงอยู่ปฏิบัติที่ห้องใหญ่ที่อาตมาพักอยู่นั้นได้เขียนคำสอนภิกษุให้เห็นโทษภัยของสตรีทั้งนั้นเลย ช่น ตาหวานๆ ขาขาวๆ หน้าสวยๆ ย่อมเหี่ยวแห้งไปตามกาล เมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาในพิศวาสอาจถึงตาย มารยาหญิงหลาย ร้อยเล่มเกวียน หยดน้ำกรดหรือจะสู้หยดน้ำตานาง แล้วก็แถมท้ายว่า เขียนสอนพระเณร ไม่ได้ว่าอุบาสิกา เน้นให้มากๆหน่อยก็เป็นสิ่งทีดีเหมือนกัน พระที่บวชแล้วไปไม่รอด ส่วนใหญ่ก็เรื่องนี้นี่เอง

ธรรมะธุดงค์ ตอน วิถีแห่งธรรมชาติ


ธรรมะธุดงค์ ตอน วิถีแห่งธรรมชาติ
โดย ท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ
วันทีี่ 20 มกราคม 2550

ท่านกลางดิน: 20 ม.ค. 50 วันนี้คุณธวัชชัยกับคุณสัมฤทธิพร้อมครอบครัวมาทำบุญถวายอาหารที่ร่มไม้ข้างริมทาง อาตมาได้แสดงธรรมให้ฟัง พูดถึงความสมดุลของชีวิต คนในปัจจุบันส่วนมากที่ป่วยนั้นไม่ใช่ป่วยเพราะเชื้อโรค แต่ป่วยเพราะการดำเนินชีวิตที่ไม่สมดุล เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดัน แม่บ้านของคุณสัมฤทธิ์บอกว่าทำงานในห้องแอร์ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ไม่ค่อยได้ถูกแดดมาร่วม 10 ปีแล้ว กระดูำกไำม่แข็งแรง ตอนนี้ถ้าถูกแดดก็จะเป็นผื่นขึ้นมาทันที ในแต่ละวันก็ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้เดินเลย นี่เป็นความไม่สมดุลของชีวิต มีเวลาแต่หาเงินจนไม่มีเวลาดูสุขภาพตนเอง สุขภาพที่ดีนั้นมีค่ามากกว่าเงินทอง สุภาษิตเกาหลีเขาบอกอย่างน่าฟังว่า เสียทรัพย์ไม่สำคัญมากนัก เสียเกียรติยศสำคัญกว่า แต่เสียสุขภาพนั้นเท่ากับเสียทุกสิ่งทุกอย่าง การเดินถูกแดดที่ไม่จัดจนเกินไปนั้นมีประโยชน์มากทีเดียว แสงแดดเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาฟรีๆ พวกฝรั่งเขาเห็นคุณค่า มาเมืองไทยอาบแดดทั้งวันเลย แต่คนไทยเรากลับกลัวแดด พยายามที่จะไม้ให้ถูกแดด อาตมาเดินอาบแดดเหงื่อโชคทุกวันมาร่วม 2 เดือนแล้วรู้สึกเลยว่าสูุขภาพแข็งแรงมาก ชีวิตในการเดินธุดงภ์เป็นชีวิตที่มีความสมดุลมาก โยมแม่บ้านคุณสัมฤทธิ์ก็ได้ตั้งใจที่จะไปปรับชีวิตของตนเองใหม่ ให้มีความสมดุลมากขึ้น ถ้าไม่เริ่มต้นเสียแต่วันนี้มันอาจจะสายเกินไปก็ได้

วันนี้อาตมาเดินมาจนถึงตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิ ระยะทางร่วม 30 กิโลเมตร ได้มาพักที่บ้านสวนภูมิชัยอโศก ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลรักษา สุขภาพ มีญาติธรรมคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็ง ได้มาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ให้สมดุลสอดคล้องกับธรรมชาติโดยไม่ต้องกินยา ปรากฏว่าอาการของโรคมะเร็งได้หายไปแล้ว จริงแท้เลยที่ป่วยเพราะ การดำเนินชีวิตที่ผิด เมื่อหันกลับมาดำเนินชีวิตที่ถูกต้องมันก็หายได้ เป็นการรักษาที่ต้นเหตุที่แท้จริง เช้านี้อาตมาได้ฉันอาหารที่สวนภูมิชัยอโศก โยมทองเลื่อนอยู่กับลูกสาว 3 คน ทั้ง 3 คนต่างถือพรหมจรรย์ไม่แต่งงาน หาได้น้อยนักที่สามารถปฏิบัติกันได้ทั้งครอบครัว และก็ยังเป็นสถานที่รักษาคน ป่วยโดยวิถีธรรมชาติ ปลูกผักไร้สารพิษกินกัน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมารักษาได้ โยมพัดบุญเป็นตัวอย่าง เป็นโรคมะเร็งแล้วหายได้ น่าทึ่งที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อยามากินเลย โดยธรรมชาติของร่างกายนั้น การปรับวิถีชีวิตให้ถูกต้อง ร่างกายเขาก็สามารถรักษาตนเองได้อยู่แล้ว แต่มันยากอยู่ที่ว่าต้องลด ละอาหารที่ชอบ อาหารที่คนชอบมะเร็งมันก็ชอบเช่นเดียวกัน บางคนมีความติดยึดมากถึงขั้นยอมตายดีกว่าที่จะให้งดอาหารที่อร่อย คนเราผิดพลาดมากตรงที่ไปยกเรื่องสุขภาพให้กับหมอ ดีที่สุดนั้นเราต้องเป็นหมอตนเอง วันนี้อาตมาได้มาพักค้างคืนอยู่ที่ปั้มน้ำมันอยู่ในเขตบ้านโนนแดง อ.บ้านเขว้า ซึ่งเป็นบ้านญาติธรรมดินธรรม อดีตเคยมาบวชเป็นสมณะชาวอโศก วิบากกรรมเก่าทำให้ท่านต้องสึกออกไป คุณดินธรรมนี้ตาบอดไปหนึ่งข้าง เกิดจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หัวกระแทกจนตาถลนออกมา ท่านเห็นวิบากของจนเองทันทีเลย ท่านเคยฆ่าไก่โดยการจับที่ขาของมันไปฟาดที่เสา ตามันถลนออกมาเหมือนกันเลย บาปไม่เคยละเว้นคนที่ทำบาปเลย บุญก็ไม่เคยทอดทิ้งคนที่ทำบุญเช่นเดียวกัน ฆ่าเขาเอามากินเพื่ออร่อยที่ปลายลิ้นเพียงนิดเดียว แต่ต้องชดใช้วิบากกรรมชั่วชีวิต ด้วยชีวิต มันจึงไม่คุ้มค่ากันจริงๆ

ธรรมะธุดงค์ ตอน ตากแดดไม่ตากใจ

ธรรมะธุดงค์ ตอน ตากแดดไม่ตากใจ
โดย ท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ
วันที่ 17 มกราคม 2550

การเดินในวันนี้ต้องเดินตากแดดทั้งช่วงสายและช่วงบ่าย ได้เหงื่อท่วมตัว จีวรเปียกโชกเลย ได้ตากแดดและเหงื่อออกทุกวันเป็นสิ่งที่ดีมาก ได้ทำให้กระดูกแข็งแรงขับพิษในร่างกายออกด้วย น่าเสียดายที่หลายคนในแต่ละวันไม่ค่อยมีโอกาสได้ถูกแดดเลย บางคนต้องกางร่มด้วยกลัวถูกแดด กลัวผิวจะไม่งาม ฝรั่งมาเมืองไทยอาบแดดทั้งวันเลย เพราะเขาเห็นคุณค่า แดดเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาฟรีๆ พวกพืชที่แข็งแรงต้องอาศัยแสงแดด คนเผ่าฮันซ่าที่อายุยาวที่สุดวิถีชีวิต เขาจะทำงานอยู่ที่ทุ่งตากแดดออกเหงี่อทำให้สบายตัว และหลับสบายตัว ความสบายที่ไม่ต้องทำอะไร กินแล้วก็นั่งๆนอนๆ ไม่ใช่เป็นความสบายที่แม้จริง คนรวยที่ทำตัวสบายแบบนี้จะสังเกตได้ว่าเขาจะอายุสั้น

วันนี้(17ม.ค.50) ได้มาค้างคืนที่เถียงนา เงียบสงบดีแท้ มีสระน้ำอยู่ข้างๆด้วย เป็นวิมานอย่างดีของนักรบทวนกระแสผู้ยากไร้ นอนอยู่กับความไม่มี สบายดีจริงๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต มันอิสระเสรี คนมากันไม่ได้เพราะไปติดบ่วงคือ ลูก สามีภรรยา และทรัพย์ แถมยังยินดีในบ่วงนั้นเสียด้วย พระศาสดาได้ชี้ทางถูกแล้วหนอ ต้องมาพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะซาบซึ้ง

อีก 8 ก.ม.ก็จะถึง อ. บัวใหญ่แล้ว เมื่อคืนนี้จำวัดที่บ้านสวนของโยมผัน ซึ่งเป็นญาติธรรมที่เก่าแก่ อายุ 82ปีเข้าไปแล้ว ตอนนี้ป่วยด้วยกินข้าวไม่ค่อยได้ บางครั้งจึงต้องอนุโลมไปกินปลาบ้าง ตรงกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า แก่แล้วทำความเพียงได้ยาก ป่วยแล้วทำความเพียรได้ยาก จะกล่าวไปใยตายแล้ว ยิ่งหมดโอกาสเลย แต่คนเรามันจะประมาทในชีวิต พอคิดได้มันก็สายไปแล้ว เช้านี้ญาติธรรมมาร่วมถวายอาหาร 5 คน อาตมาได้แสดงธรรมให้ฟังว่าทำไมต้องมาเดินธุดงค์ ก็เพื่อมาดำเนินวิถีชีวิตแบบอนาคาริก ผู้ที่ไม่มีบ้านช่องเรือนชานแล้วเป็นชีวิตที่อิสระจากเครือญาต ิและสมบัติทั้งปวง เป็นวิถีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าเองก็ทรงทำเป็นแบบอย่างตลอด 45 พรรษา พระองค์ดำเนินไปด้วยพระบาทโดยไม่เคยขึ้นยานพาหนะเลย แม้ว่าจะทรงอาพาธหนักซักปานใดก็ตาม มันเป็นความภูมิใจที่ได้ดำเนินตามรอยพระศาสดา ญาติธรรมเล่าให้ฟังว่ากระแสโลกมันแรงทำให้ญาติธรรม ร่วงไปหลายคนไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยในการปฎิบัติทวนกระแสในโลก ที่ใกล้กลียุคเข้าไปทุกทีแล้ว พระพุทธองค์เปรียบเหมือนเขาโคกับขนโค มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ.....เท้าของอาตมาที่เป็นแผลได้หายแล้ว จึงได้ปลดปล่อยรองเท้าออกไป เปรียบเทียบกันดูแล้ว การเดินเท้าเปล่าสบายกว่านั้นหมายถึง เท้าปรับตัวได้แล้วต้องอาศัยเวลาในการหล่อดอก วันนี้เดินมาถึงแก้งสนามนางแล้ว ได้อาศัยพักที่โรงเรียน ภารโรงบอกว่าจะมีครูมาดูแลอีก 5 คน เพราะระวังไม่ให้คนมาเผาโรงเรียนบ้านเมืองวุ่นวายไม่จบสิ้น
เพราะมันเมาในกิเลสและบ้าอำนาจ ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ

January 23, 2007

ซ๊อตเตะตา ธรรมะเตะใจ ตอน สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๐


ซ๊อตเตะตา ธรรมะเตะใจ
ส.ค.ส. ๒๕๕๐
โดยท่านสมณะดงเย็น

ความรักคือ สวนดอกไม้ ที่ต้องรดด้วยน้ำตา
เป็นโสดอายุยาว เป็นเจ้าบ่ายอายุสั้น (ตัองคอยรับใช้เจ้าสาว)
มีรัก ๑๐๐ ทุกข์ ๑๐๐ มีรัก ๑๐ ทุกข์ ๑๐ ไม่มีรัก ไม่มีทุกข์
การแต่งงานคือ การเข้าหุ้น ลงทุนด้วยชีวิตและน้ำตา
อยู่คนเดียวมีทุกข์น้อยกว่าอยู่สองคน
ชีวิตจะมีค่า ต้องทำเวลาให้มีคุณ

๑๐ มกราคม ๒๕๕๐

มงคลชีวิต ตอน "มงคลพรปีใหม่ ๒๕๕๐"


มงคลชีวิต มงคลพรปีใหม่ ๒๕๕๐
โดย ท่านสมณะดงเย็น

"เป็นทุกข์เพราะความจนดีกว่าทนทุกเพราะเป็นหนี้
คนจนยิ่งจนเพราะทำเป็นรวย
คนรวยยิ่งรวยเพราะทำเป็นจน
เป็นโสดอายุยาวเป็นเจ้าสาวอายุสั้น (เพราะมีครับครอบไว้ที่หัว)
ความรักคือ สวนดอกไม้ที่ต้องรดด้วยน้ำตา
การแต่งงานคือ การเข้าหุ้นลงทุนด้วยชีวิตและน้ำตา
อยู่คนเดียวมีทุกน้อยกว่าอยู่สองคน"


"เป็นทุกข์เพราะความจนดีกว่า ทนทุกข์เพราะเป็นหนี้
อย่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่เสียไป จงพอใจในส่ิงที่มีอยู่
คนจนยิ่งจนเพราะทำเป็นรวย คนรวยยิ่งรวยเพราะทำเป็นจน
คนไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ (ลาภไม่ใช่ถูกหวย ถูกเบอร์ เด้อ)
จะดีได้ต้องหัดให้ หัดเห็นใจคนอื่นเสมอ
บุญ....ไม่เคยทอดทิ้งคนทำดี (เพราะทำแล้วสบาย มีสุข สดชื่่น)"


"คนไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ (มีลาภไม่ใช่ถูกหวยถูกเบอร์เ้ด้อ)
คนจนยิ่งจนเพราะทำเป็นรวย คนรวยยิ่งรวยเพราะทำเป็นจน
เป็นทุกข์เพราะความจนดีกว่า ทนทุกข์เพราะเป็นหนี้
ชีวิตที่ยุ่งยาก เพราะมีความอยากมากเกินไป
อย่าเห็นแก่ตัวจนตัวแก่ จะเห็นตัวแก่ดีกว่า เห็นแก่ตัว
บุญ...ไม่เคยทอดทิ้งคนทำดี (เพราะทำแล้วสบายใจ มีสุข สดชื่น)"

๑๐ มกราคม ๒๕๕๐

January 17, 2007

บันทึกธุดงค์วัตร ตอน "เทวทูตแสดงตน"

16 Jan 07, 20:31
โดยท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ
เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐
















วันนี้มีเทวทูตมาแสดงให้เห็นทุกข์ในการครองเรือน เริ่มต้นบิณฑบาตรที่บ้านโนน และแวะฉัน ที่บ้านโยม โยมผู้หญิงวัยทองได้เล่าถึงทุกข์ให้ฟังว่าลูกสาวกำลังจะทิ้งผัว เพราะมันกินแต่เหล้า มันบอกว่ารักเหล้ามากกว่าเมียแล้วก็เอาลูกมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงเลี้ยงลูกแล้ว ยังต้องมาเลี้ยงหลาน อีกตนเองก็ป่วยทำงานไม่ได้แต่หลานต้องเรียน ต้องไปยืมเงินเขามาต้องทุกข์เพราะความเป็น หนี้้ ไม่รู้ว่าจะหามาใช้ได้อย่างไรและในช่วงพักเที่ยงที่วัด พระท่านได้มาสนทนาท่านบอกว่า สาเหตุที่มาบวชนั้นเพราะเมียไปมีชู้ ทั้งๆที่ทำดีกับเมียทุกอย่างมีคนเขายุให้ฆ่าทิ้งเลย แต่ท่านเชื่อกฎแห่งกรรมใครทำใครรับท่านเลือกเส้นทางเข้ามา บวช ไม่นานเมียขอกลับคืนมา อยู่ด้วยแต่ท่านไม่เอาแล้ว ท่านสังเกตอดีตเมียรักผอมไปมากแล้วก็ยังมีจุดดำๆด้วย คงจะเป็น เอดส์ วิบากกรรมเห็นทันตาเลยในช่วงเย็น เดินผ่านหน้าบ้านโยม เห็นเด็กกำลังร้องแบบพิรี้พิไร แล้วก็ร้องกรี๊ดเสียงดังลั่นเป็นการร้องแบบยั่วประสาท ถ้าพ่อแม่คุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวเห็นทุกข์กันแท้ๆแต่ก็ไม่เข็ดกัน ที่ผ่านมาเจอผัวเมียที่ไม่มีลูก มีความทุกข์เพราะอยากได้ลูก กลายเป็นค่านิยมที่เข้าใจกันผิดว่าถ้าไม่มีลูกเป็นความซวย ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การไม่มีลูกเป็นความประเสริฐ จะกล่าวไปไยกับคนที่เป็นโสด ได้เห็นได้รู้ความจริงชัดขึ้นเรื่อยๆ การถือพรหมจรรย์ให้ได้นั้นเป็นชีวิตที่ประเสริฐอย่างแท้จริง

บันทึกธุดงค์วัตร ตอนที่ ๑

15 Jan 07, 14:02
โดยท่านสมณะกลางดิน โสรัจโจ

ท่านจึงออกเดินแต่เช้ามืด ตอนพักเที่ยงมีโยมมาบอกว่าเห็นท่านพักอยู่ไม่ไกล และท่านก็ถามหาอาตมา ตอนเย็นมีโยมมาบอกว่าเห็นท่านล่วงหน้าประมาณ 3 กิโมเมตร เดินคนเดียวก็ได้ ฝึกในด้านความกล้าหาญ ต้องดพึ่งตนเองทุกอย่าง การเดินกับคนอื่นก็จะได้ฝึกในทางด้านมานะอัตตา การยอมและการวางใจ ความคิดของคนเรานั้นมีความต่างกัน หลวงพ่อนั้นชอบเดินแต่เช้ามืด ท่านจะจำวัตรตั้งแต่ 6 โมง อาตมาไม่ชอบเดินเช้ามืด เพราะเห็นว่ามันเป็นยามวิกาล และมันก็อันตรายด้วย ผ้าของเรามันสีมืดมองไม่ค่อยเห็น ความต่างกันแต่สามารถยอมรับกันได้นั้นเป็นความเจริญ คืนนี้อาตมาได้มาพักที่วัดโพธิ์ทองสุวรรณาวาส เหลืออีกประมาณ 15 กิโลเมตรก็จะถึงอำเภอพุทไธสง เมื่อคืนนี้ทายกวัดได้มาสนทนาด้วยเรื่องการทำนา ช่วงที่เดินมานี้อาตมารู้สึกแปลกใจว่าทำไมที่ทุ่งนาไม่มีเถียงนา คุยกับทายกจึงได้เข้าใจว่าวิถึชาวนาได้เปลี่ยนไปมากแล้ว เกือบทุกขั้นตอนกลายเป็น ระบบทุนนิยมไปแล้ว อาชีพชาวนาจึงกลายเป็นอาชีพจ้างคนทำนา และใช้เครื่องทุ่นแรงทันสมัย ชาวบ้านไม่เกี่ยวข้าวกันแล้ว จ้างรถมาเกี่ยวแล้วนวดพร้อมออกมาเป็นเม็ดเลย ชาวนาผู้ไม่รู้เท่าทันก็ถูกเอาเปรียบแทบทุก ขั้นตอน สุดท้ายที่นาก็จะเป็นของนายทุนเมื่อนั้นข้าวก็จะราคาแพงมาก ชาวนาคนจนก็จะอพยพมาอยู่ในเมือง คนมีเงินก็จะมาอยู่บ้านนอก เห็นทิศทางความเสื่อมของมนุษยชาติแล้วก็ต้องปลง มันกำลังเสื่อมไปตามกาลเวลา ช่วงเที่ยงได้พักที่วัดราษฏร์บำรุง ในตัวเมืองพุทไธสง ได้สนทนากับเจ้าคณะตำบล ท่านรู้จักชาวอโศกดี ศรัทธาพ่อท่านแล้วพยายามปฎิบัติตาม ฉันมังสวิรัติ แต่ชาวบ้านไม่เอาด้วย ฝืนไม่ไหว จึงต้องไปตามโยม ท่านเองแต่ก่อนก็เป็นนักเดินธุดงค์เหมือนกัน ท่านเล่าให้ฟังว่าเคยไปธุดงค์ในป่าแถวภูพานซึ่งต้องเตรียมบะหมี่ไป 30 ซอง เพราะไม่มีบ้านคน ท่านเคยเห็นเสือและหมีด้วย ท่านว่าถ้าเราปฎิบัติดี สัตว์เหล่านี้จะทำร้าย ท่านมาเห็นอาตมาทำให้คิดอยากจะไปอีก แต่ก็ไปไม่ได้เพราะมีตำแหน่งและท่านป่วยเป็นโรคเลือด ปกติท่านจะไม่ให้พระจรพัก พระที่วัดก็สึกไปหมดแล้ว เหลือท่านเฝ้าวัดอยู่รูปเดียว คืนนี้อาตมาได้มาพักอยู่ที่เพิงร้างริมทาง ประมาณ 20 กิโลเมตรก็จะถึงอ.ประทาย ชีวิตหมดไปอีก 1 วันแล้ว

January 4, 2007

A Walk of Peace



ก้าวยาวแต่ละก้าวเราจะขออุทิศเพื่อสันติภาพของโลกนี้
Every step, we walk forward is dedicated to peace on our earth.

จงใช้การก้าวเดินของท่านเพื่อสร้างสันติ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ
Please use your own step to build "peace" together for the benefit of all humanity.

เราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน
We all are brothers and sisters.


"ก้าวย่างแห่งสันติภาพ"
Peace Walk
Peace Walk
Please Walk
Peace Walk
Peace Walk