September 12, 2007

บันทึก ๑๘ ส.ค ๕๐



“อัศจรรย์เจ้านกแก้วทำลายปีกของตน”
ช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ.ชะอำ คุณช้างซึ่งเป็นญาติธรรมได้นิมนต์ให้มาพักที่บ้าน คุณช้างอยู่กับภรรยาและลูกสาวอีกสองคน มีสองเรื่องที่น่าจะนำมาขยายสุ่กัน
เรื่องแรกคืออาตมาได้ยินผู้เป็นแม่ที่พูดกับลูกด้วยวาจาที่สุภาพ คุณแม่เขาจะพูดว่าคุณลูกขา นำหน้าทุกครั้ง ทำให้อาตมารู้สึกสะดุดใจ จึงได้ถามไปว่าได้พูดกับลูกเช่นนี้ประจำหรือเปล่า โยมก็บอกว่าพูดเช่นนี้ประจำ อาตมาไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก ที่แม่พูดกับลูกนำหน้าว่าคุณ โยมก็บอกว่ามีผลที่ทำให้ลูกเป็นคนที่พูดจาไพเราะ ก็เกิดจากการที่ได้แม่พิมพ์ที่ดีนี่เอง ที่ใช้ภาษาที่สุภาพกับลูก ทำให้ลูกๆได้ซึมซับในสิ่งที่ดี สังเกตุได้ว่าถ้าพ่อแม่พูดหยาบกับลูกๆ และพูดด้วยอารมณ์กับลูก ลูกๆก็จะซึมซับในสิ่งที่หยาบๆเช่นเดียวกัน อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร จึงต้องทำอย่างนั้นให้ลูกได้เห็นเป็นประจำ ตัวอย่างที่ดีนั้นมีค่ามากกว่าคำสอน สอนอย่างไรจึงต้องทำให้ได้อย่างนั้น

อีกเรื่องหนึ่งในช่วงเย็น โยมตุ้มซึ่งเป็นแม่บ้าน ในขณะที่สนทนากันนั้น ในมือของโยมตุ้มมีนกแก้วตัวหนึ่งเกาะอยู่ โยมตุ้มได้เล่าให้ฟังว่า นกแก้วตัวนี้นั้นเมื่อก่อนนี้มันสามารถที่จะบินได้ แต่ในทุกวันนี้มันไม่สามารถบินได้แล้ว สาเหตุที่น่าอัศจรรย์ที่ทำให้มันไม่สามารถบินได้ก็คือปากของมันเอง คุณตุ้มเห็นมันใช้ปากจิกปีกของตนเอง จนทำให้ไม่สามารถที่จะบินได้ สาเหตุที่นกมันทำเช่นนั้นก็สุดที่จะเดาได้ว่ามันทำลายปีกของตนเองทำไม การทำลายปีกของตนเอง ก็เท่ากับเป็นการทำลายอิสรภาพของตนเอง นัยยะนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก อิสรภาพในตัวของทุกคนนั้นมีเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว คนที่ทำลายก็คือตัวของเราเองแท้ๆ เรื่อง นี้ทำให้อาตมาคิดถึงเพลงชีวิตหมายเลข๑ ที่พ่อท่านเขียนขึ้นมาเป็นเพลงแรกเลยว่า....
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นหมู่แมกไม้ระริกลมอยู่เริงร่า
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นนกนานาเหลิงกระเจิงใจอยู่ในป่าดก
และก็มีอยู่มากที่คนอิจฉาแม้กระทั่งนกน้อยและไม้เล่นลมเหล่านั้น
จะคิดไยให้ยาวความไปเล่า..
ก็เรานั่นแหละคือนก ก็นกนั่นแหละคือแมกไม้
ดนตรีของโลกได้กล่อมพลางอยู่ด้วยสัพเสียงต่างๆ
แต่ทุกบทเพลงนั้นก็ต้องจบด้วยตัวของมันเอง
เมือเสี้ยวแห่งเวลาใดที่เกิดบทจบของบทเพลง
เมื่อนั้นแหละคือความอิสระหนึ่งในโลก
เมื่อนกเล่นลมได้อย่างไร้ขอบข่าย
เมื่อไม้เล่นลมอย่างไม่อานาทอนกับโลก
เมื่อโลกไม่สร้างบทเพลงขึ้นมาอีกในช่วงแห่งเวลาใดเวลาหนึ่ง
เมื่อนั้นแหละคือความ “หยุด” คือความอิสระแท้จริง
ก็ใครเล่าผูกเจ้าไว้กับสิ่งใดๆในโลก
นอกจากตัวเจ้าเองที่ผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ตนเองยังหลงยินดี
ทิ้งความยินดีนั้นเสียสิ
เจ้าจะเป็นแมกไม้ที่ไม่กังวลโลก
เจ้าจะเป็นนกน้อยปีกแข็งที่จะโผบินไปไหนก็ได้ในโลกกว้าง
เจ้าจะอิ่มเพลงของโลก ถึงแม้จะมีสรรพเสียงเพลงใดๆในโลกอีกก็ได้
แล้วเจ้าจะไม่ต้องการอะไรอีกเลย
แต่เจ้าจะคือผู้ที่มีความสุขที่สุดที่โลกมีได้ยาก

การที่มนุษย์แสวงหากอบโกย เพื่อที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาให้แก่ตนเองด้วยความโลภ โดยไม่รู้จักความอิ่มความพอ ที่ทำให้มนุษย์เองต้องเหน็ดเหนื่อยวันแล้ววันเล่า แต่ที่สุดแล้ว ในสิ่งที่แสวงหามานั้น กับกลายเป็นเครื่องพันธนาการ ทำให้เราหลงติด ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความอิสระที่แท้จริงได้ ไม่มีใครทำเราหรอก เรานั่นแหละที่ทำตัวเราเอง เห็นนกมันจิกปีกของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ขอเจริญพร..

No comments: