October 13, 2007

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“ถึงจุดหมายปลายทางที่ตรังหวุดหวิดก่อนเข้าพรรษา”
อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึงทักษิณอโศก วันที่ ๒๘ ก.ค ถึงก่อนเข้าพรรษาเพียง ๒วัน เท่านั้น รวมระยะทางร่วม ๙๐๐ กิโลเมตร วันสุดท้ายก่อนที่จะถึงญาติธรรมที่ทักษิณได้ทำอาหาร มาเลี้ยงส่งท้าย แล้วร่วมเดินมาด้วย ๓ คน
หลังจากที่เดินมาถึงแล้ว ท่านบินก้าวต้องรีบเดินทางกลับไปเข้าพรรษาที่ปฐมอโศกเป็นการเดินมาส่งอาตมาด้วยระยะเวลาเกือบ ๒ เดือน ซึ่งเป็นการเดินมาส่งที่ยาวไกลมาก ท่านรู้ว่าอาตมาต้องเดินมาทางใต้เพียงลำพังรูปเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในการเดินทาง ท่านคงมีใจที่เป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินมาเป็นเพื่อน
ในการเดินทางของอาตมาในช่วงหลังนั้น อาตมาไม่ได้ชวนใครเพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากพอสมควร ผู้ที่มาร่วมเดินด้วยนั้นจะต้องมาด้วยหัวใจที่เต็มร้อยจริงๆ การเดินสองรูปขึ้นไปนั้น คนเราความคิดบางอย่างย่อมไม่เหมือนกัน ต้องเรียนรู้ในการวางใจและยกให้กันพอสมควร ถือว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญที่สามารถไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น
ซึ่งบางครั้งต้องเจอกับอุปสรรคที่หนักไม่น้อยที่ผ่านมานั้นอาตมามักจะเอาตนเองเป็นตัวตั้งทำให้ผู้ที่มาเดินด้วยนั้น เหมือนถูกรากไปข้างหน้า จึงค่อนข้างจะขาดความมีน้ำใจไปจึงพยายามที่จะปรับตัวใหม่ โดยการเอาผู้ที่ร่วมเดินด้วยเป็นตัวตั้งถ้าเพื่อนรู้สึกหนักแล้วก็ต้องพัก ถึงแม้ว่าจะอยากไปต่อก็ตาม ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เพราะเพื่อนจะเกรงใจเราเขาจะพยายามไม่พูดอยู่แล้ว เราจึงต้องแววไว การคิดถึงใจของผู้อื่นเสมอทำให้การเดินทางร่วมกันนั้น เป็นมิตรภาพที่งดงาม ที่ต้องพยายามที่จะหยิบยื่นให้แก่กันและกัน ก็จะพากันไปสู่ความเจริญที่แท้จริงนี่แหละคือประโยชน์ในการเดินทางร่วมกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งกันแล้วพร้อมที่จะสามารถยอมกันได้ไม่ไปคาดหวังในคนอื่น แต่มาปรับที่ตนเอง เราก็สามารถที่จะไปกับใครก็ได้ด้วยความสันติ เจริญพร....

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“อาหารอินเดียต้นตำหรับมังสวิรัติแท้”
ช่วงการเดินอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อาตมาได้มีโอกาสได้ฉันอาหารมังสวิรัติที่บ้านนายห้างเกร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามหลวง เป็นครอบครัวที่ทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่เกิด ถ้ามีโอกาสมากรุงเทพฯ อาตมาจะหาโอกาสมาเยี่ยมและฉันที่นี่เสมอ และในช่วงที่อาตมาได้ไปเดินธุดงค์ที่อินเดีย ก็มีโอกาสได้สัมผัส และได้เรียนรู้เรื่องอาหารอินเดียพอสมควร
คนอินเดียทานอาหารมังสวิรัติต่อเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า๕พันปีมาแล้ว จนมาถึงปัจจุบันนี้ คนอินเดียจำนวน ๘๐๐ กว่าล้านคนที่ยังมั่นคงในการกินมังสวิรัติ จึงทำให้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ ในฐานะที่เราก็ฉันอาหารมังสวิรัติมานานพอสมควร อาหารประจำของคนอินเดียก็คือแกงถั่ว เมื่อไม่ทานเนื้อสัตว์ สิ่งที่แทนเนื้อสัตว์ได้ก็คือถั่วต่างๆ หัวใจสำคัญในการปรุงแกงถั่วก็คือเครื่องเทศ แขกเขาเรียกว่า “มะซาร่า” อาตมาได้พยายามเรียนรู้ว่าเครื่องเทศเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ก็พบว่ามี พริกไทยขาว ,พริกไทยดำ, อบเชย, ลูกผักชี,ลูกจันทร์ ,กานพลู,ป๋วยกั๊ก,ขมิ้น,ขิง,มหาหิง, คุณสมบัติของเครื่องเทศเหล่านี้จะช่วยไปกำจัดพิษที่มากับถั่ว ทำให้ย่อยง่าย ระบบหมุนเวียนดี ท้องไม่อืด ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องเอาถั่วไปแกงและมีเครื่องเทศเหล่านี้
ซึ่งที่ผ่านมาในการกินถั่วของชาวอโศก ก็เพียงแต่เอาถั่วมาต้ม แล้วก็ทานเป็นอาหาร และที่เน้นกินกันเป็นอย่างมากก็คือถั่วเหลือง ซึ่งเป็นธัญพืชที่ย่อยได้ยากมาก นายแพทย์เปี่ยมโชค บอกว่าถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ไม่ควรทาน เพราะในถั่วเหลืองนั้น มีสารที่ไปยับยั้งการย่อยโปรตีน และวิตามิน ยิ่งกินมากก็ยิ่งจะทำให้ขาดสารอาหารมาก โปรตีนที่ว่ามีมากที่สุดในถั่วเหลืองนั้น ร่างกายไม่สามารถที่จะรับเอาโปรตีนที่มากนั้นได้ เป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ชาวมังสวิรัติเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ในเมืองไทย จะกินแต่ถั่วเหลือง และสิ่งที่แปรรูปมาจากถั่วเหลือง
แม้แต่ชาวอโศกทุกวันนี้ก็มีปัญหาเรื่องของสุขภาพไม่ใช่น้อย จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะท้าทายให้ชาวโลกที่ยังกินเนื้ออยู่มาพิสูจน์ได้อย่างภาคภูมิ และ อาจหาญแกล้วกล้า การกินจึงเป็นสิ่งที่มีผลไม่น้อยทีเดียว การกินถั่วเหลืองจะมีผลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องดูกันต่อไป ที่แน่ๆคนอินเดียที่ทานมังสวิรัติ เขาสามารถที่จะท้าทายได้
เป็นสิ่งที่น่าคิด ชาวอินเดียที่เป็นนักกินถั่วมืออาชีพ แต่ปรากฏว่าคนอินเดียไม่กินถั่วเหลือง เขาจะกินถั่วหลากหลายหมุนเวียนกันไปไม่ต่ำกว่า๓๐ชนิด ทางด้านมันสมองของชาวอินเดีย จัดอยู่ในแถวหน้าของโลก
เมนูอาหารของคนอินเดียนั้น มีไม่มากอย่างเหมือนกับคนไทย เมนูอาหารแทบจะเดาได้ถูกต้องเลยว่ามีอะไรบ้าง เขาทานไม่มากอย่าง แต่ในแต่ละอย่างนั้น เป็นอาหารที่มีคุณค่าที่เสริมหนุนกัน อาหารประจำของเขาก็มีจาปาตี,แกงถั่ว,แกงผัก,โยเกริดส์ ผักสดและผลไม้เล็กน้อย กินกันซ้ำซากอย่างนี้ทุกวัน แต่ถั่วและผักนั้นเขาจะมีการหมุนเวียนกันไป คนจนและคนรวยจึงมีสิทธิที่จะมีสุขภาพดีได้พอๆกัน เพราะอาหารหลักที่ประจำนั้นมีราคาที่ถูกและสามารถปลูกได้เอง ระยะเวลาที่ยาวนานในการกินอาหารมังสวิรัติของคนอินเดีย ได้เรียนรู้ผิดถูกมายาวนาน จึงเป็นอาหารที่ตกผลึกมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักมังสวิรัติ อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดชะตาชีวิตและสุขภาพ คุณจะเป็นอย่างที่คุณกิน
ก็เป็นมุมมองของอาตมา ก็ผิดหรือถูกอย่างไร ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐


“ตายเพราะพระ”

ชีวิตของการเดินธุดงค์มีโอกาสที่จะได้พบทั้งสิ่งที่น่าประทับใจ และ สิ่งที่น่าสลดใจ แต่ส่วนมากแล้วจะได้พบกับสิ่งที่น่าประทับใจ มีสิ่งที่น่าสลดใจที่อยากจะขอเล่า มันเป็นเรื่องที่นำเอามาสอนใจได้เป็นอย่างดีในช่วงที่อาตมาเดินอยู่ในเขตจังหวัด กระบี่ อาตมาและท่านบินก้าวได้แวะเข้าไปขอพักที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ชื่อสำนักสงฆ์แสนสุข มีพระอยู่หนึ่งรูปท่านให้พักแต่ต้องเรียกกรรมการวัดให้เข้ามารับรองก่อน เพราะท่านเองก็เป็นพระอาคันตุกะมาเช่นเดียวกัน อาตมารู้สึกสะดุดใจในการที่ต้องแจ้งให้กรรมการวัดให้มาที่วัด ท่านได้เล่าเรื่องที่น่าสลดใจให้ฟังว่า เมื่อปีที่แล้วนี้เอง เจ้าอาวาสที่วัดนี้ถูกฆ่า และผู้ที่ฆ่านั้นคือพระอาคันตุกะที่มาขออาศัยพัก พูดกันว่าสาเหตุที่ถูกฆ่าเพราะ เจ้าอาวาสได้คุยให้พระอาคันตุกะฟังว่าท่านมีพระพุทธรูปที่มีค่ามากราคาเป็นล้าน เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่มาก ทำให้พระอาคันตุกะเกิดความโลภขึ้นมา จึงได้ลงมือฆ่าเจ้าอาวาสรูปนั้น แล้วขังไว้ในห้อง แล้วเอาพระพุทธรูปหนีไป เวลาผ่านไปสามวันจึงได้รู้ว่าเจ้าอาวาสถูกฆ่าตายพระพุทธรูปที่เห็นว่าเป็นของที่มีค่าศักดิ์สิทธ์ ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้ กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถูกฆ่าตายเสียด้วยซ้ำ
ชัดเจนจริงหนอที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ภิกษุมีของที่มีราคา มันคงไม่ได้หมายถึงเงินหรือทองอย่างเดียว แม้แต่พระพุทธรูปที่คนไปตั้งราคาให้สูง ก็เข้าข่ายนี้เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ให้มีก็เพื่อป้องกันความปลอดภัยของพระเองการเป็นพระที่ไม่ต้องมีเงินทองและของที่มีค่าใดๆ มันเป็นความสบายและความปลอดภัยของพระ เพราะถ้าเป็นพระที่ดีแล้ว เรื่องของปัจจัยต่างๆที่มีความจำเป็น ญาติโยมเขาพร้อมที่จะถวายอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเป็นภาระเลย ชีวิตนักบวชจริงจะต้องไม่ติดยึดในที่อยู่ ต้องไปในที่ต่างๆ บางทีต้องไปนอนใต้โคนไม้ นอนในศาลาที่ไม่มีที่มุงที่บัง การมีสมบัติจึงเป็นความไม่ปลอดภัยของที่มีค่าสำหรับนักบวชก็คือความไม่มี พระพุทธองค์ได้ทิ้งความมีที่เป็นปราสาท ทิ้งยศที่เป็นถึงรัชทายาท ทิ้งทรัพย์สมบัติที่มีมหาศาล ไปสู่ความไม่มี พระองค์ได้พบสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือความไม่มี เพราะมีสิ่งใดก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อไม่มีสิ่งใดก็ไม่ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น ผู้ที่เข้าใจวิถีชีวิตที่ประเสริฐก็จะพยายามทิ้งความมี มาสู่ความไม่มี เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่นักบวชส่วนมากในทุกวันนี้ กลับกำลังเดินทางไปสู่ความมี สิ่งเป็นสิ่งที่ทวนกระแสกับที่พระพุทธองค์ที่ได้พานำ ภัยจึงได้เกิดกับนักบวช ที่ออกข่าวมาบ่อยๆเรื่อง ที่อาตมาได้ฟังจากที่พระท่านได้เล่าให้ฟังนี้ เป็นสิ่งที่ได้ย้ำ ยืนยันชัดเจนให้แก่ตนเอง ในการที่จะพยายามที่จะมีจะเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อเป็นการพิสูจน์ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้อยู่เสมอ ไม่จำกัดกาลเวลา ยิ่งความสะดวกสบายมีมากขึ้น ความเจริญมีมากขึ้น ในโลกเต็มไปด้วยคนที่มี ซึ่งเข้าพร้อมที่จะแบ่งให้กับผู้ที่ไม่มี ถ้าผู้ที่ไม่มีแต่เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อโลก เขาคงไม่ทอดทิ้งเป็นแน่แท้ อยู่ที่เราเองจะกล้าหาญที่จะทิ้งออกมาหรือไม่ พร้อมที่จะท้าทายตนเองหรือไม่เท่านั้น ขอเจริญพร ....